ผู้เขียน
โรงพยาบาลธนบุรี
ศูนย์รักษาที่เกี่ยวข้อง
แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง
ให้ Ai ช่วยสรุปบทความนี้
Key Takeaways
กลางคืนที่ลูกไอจนสะดุ้งตื่น พ่อแม่มักคอยฟังว่าเสียงไอจะเบาลงหรือไม่ บางบ้านเพิ่งผ่านช่วงเป็นหวัดมา จึงคิดว่าอีกไม่กี่วันคงหาย แต่เมื่อเริ่มเห็นลูกหายใจถี่ เล่นได้น้อยลง หรือมีเสียงวี๊ดตามจังหวะหายใจ ความกังวลก็เปลี่ยนไป เพราะสิ่งที่ต้องดูในเวลานั้นคือเด็กยังหายใจได้สบายเพียงใด
อาการไอช่วยขับสิ่งระคายเคืองและสารคัดหลั่งออกจากทางเดินหายใจ ส่วนอาการหอบบอกว่าร่างกายกำลังใช้แรงหายใจมากขึ้น ทั้งสองอาการอาจเกิดร่วมกัน แต่ไม่ได้มีสาเหตุเดียวกันเสมอ เด็กบางคนไอหลังติดเชื้อแล้วค่อย ๆ ดีขึ้น บางคนมีหลอดลมตีบจากโรคหืด ขณะที่บางรายมีปอดอักเสบหรือสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ การสังเกตความเปลี่ยนแปลงจึงช่วยให้เล่าอาการกับแพทย์ได้ชัดเจนขึ้น
หากลูกมีทรวงอกบุ๋ม หายใจลำบากมาก ริมฝีปากเขียว ซึม หรือกินนมไม่ได้เพราะเหนื่อย ควรไปโรงพยาบาลทันที ไม่ต้องรอให้ไอนานครบจำนวนวัน บทความนี้จะชวนดูอาการไอเรื้อรังควบคู่กับอาการหอบในเด็ก เพื่อช่วยตัดสินใจว่าจะดูแลและติดตามอย่างไร และเมื่อใดควรรับการตรวจ
ในเด็ก การไอทุกวันนานเกิน 4 สัปดาห์ถือเป็นอาการไอเรื้อรังและควรได้รับการประเมิน เกณฑ์นี้ต่างจากที่ใช้ในผู้ใหญ่ จึงไม่ควรนำระยะเวลาของผู้ใหญ่มาใช้รอดูอาการของลูกเอง แพทย์จะพิจารณาร่วมกับอายุ ลักษณะไอ และอาการอื่นที่เกิดขึ้น
ลองแยกให้ชัดว่าเด็กไอต่อเนื่องทุกวัน หรือหายแล้วกลับมาไอครั้งใหม่หลังเป็นหวัดอีกครั้ง ข้อมูลสองแบบนี้ให้ความหมายต่างกัน หากจำวันเริ่มต้นไม่ได้ อาจย้อนดูวันที่ลูกเริ่มหยุดเรียน วันที่ไปพบแพทย์ หรือวันที่เริ่มใช้ยา โดยไม่จำเป็นต้องมีบันทึกที่สมบูรณ์แบบ สิ่งสำคัญคือเล่าแนวโน้มได้ว่าอาการกำลังดีขึ้น คงเดิม หรือแย่ลง
ไอแห้งกับไอที่ฟังเหมือนมีเสมหะก็เป็นรายละเอียดที่ควรบอก เด็กเล็กอาจกลืนเสมหะแทนการบ้วนออกมา การไม่เห็นเสมหะจึงไม่ได้แปลว่าไม่มี หากไอต่อเนื่องจนรบกวนการนอน การกิน หรือการเล่น สามารถปรึกษาแพทย์ก่อนครบ 4 สัปดาห์ได้ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการหอบหรือสัญญาณผิดปกติอื่นร่วมด้วย
หากต้องการเริ่มประเมินอาการ สามารถดูข้อมูลการดูแลเด็กได้ที่ ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลธนบุรี และติดต่อเพื่อนัดหมายตามช่องทางที่โรงพยาบาลระบุ
การฟังเสียงไออย่างเดียวอาจทำให้มองข้ามความเหนื่อย ลองสังเกตตอนเด็กสงบ เปิดเสื้อให้เห็นหน้าอก และดูว่าการหายใจต่างจากปกติหรือไม่ เด็กที่ร้องไห้ วิ่งเล่น หรือมีไข้สามารถหายใจเร็วขึ้นได้ แต่ถ้าหายใจเร็วต่อเนื่องขณะพักหรือใช้แรงมาก ควรรับการประเมิน
สังเกตผิวหนังบริเวณใต้ชายโครง ระหว่างซี่โครง หรือเหนือกระดูกหน้าอก หากยุบเข้าไปตามจังหวะหายใจ แสดงว่าเด็กใช้แรงช่วยหายใจมากขึ้น อาจเห็นปีกจมูกบานร่วมด้วย การนับอัตราหายใจควรนับเต็มหนึ่งนาทีตอนเด็กสงบ และแจ้งอายุให้แพทย์ทราบ เพราะค่าที่ถือว่าเร็วขึ้นอยู่กับช่วงวัย อย่าเสียเวลานับซ้ำหากเห็นว่าลูกเหนื่อยมากอยู่แล้ว
ริมฝีปากหรือลิ้นเขียว หยุดหายใจ ซึมผิดปกติ ปลุกยาก หรือหมดแรงจนร้องหรือพูดไม่ไหว เป็นสัญญาณฉุกเฉิน อย่ารอให้ยาลดไข้หรือยาแก้ไอออกฤทธิ์ ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นและการหายใจลำบากรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
เด็กเล็กอาจดูดนมได้เพียงสั้น ๆ แล้วต้องหยุดพักหายใจ เด็กโตอาจกินน้อยลงเพราะเหนื่อย หากดื่มไม่ได้ ปัสสาวะลดลง หรืออ่อนเพลียมาก ควรพบแพทย์โดยเร็ว เมื่อมีหายใจลำบากชัดเจนร่วมด้วยให้ไปโรงพยาบาลทันที ไม่ควรฝืนป้อนอาหารหรือน้ำจำนวนมากระหว่างที่เด็กกำลังเหนื่อย
ผู้ปกครองสามารถดูช่องทางติดต่อได้จาก เว็บไซต์โรงพยาบาลธนบุรี แต่ในภาวะฉุกเฉินควรเข้ารับการช่วยเหลือที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุด ไม่ต้องรอนัดหมาย
เสียงวี๊ดหรือ wheezing เกิดเมื่ออากาศผ่านทางเดินหายใจที่แคบลง สาเหตุของความแคบอาจเป็นการบวมของเยื่อบุ เสมหะ หรือการหดตัวของกล้ามเนื้อหลอดลม จึงเป็นเบาะแสว่าควรตรวจทางเดินหายใจ แต่ยังไม่ใช่คำวินิจฉัยโรคหืดโดยตัวมันเอง
เสียงครืดคราดจากจมูกหรือคออาจฟังคล้ายกันในมุมของผู้ปกครอง หากเด็กยังหายใจสบาย อาจบันทึกเสียงหรือวิดีโอสั้น ๆ เพื่อให้แพทย์ดูประกอบได้ แต่เมื่อมีอาการเหนื่อย การพาไปรับการตรวจสำคัญกว่าการถ่ายคลิปให้ชัด
การไม่ได้ยินเสียงวี๊ดก็ไม่ได้รับรองว่าปลอดภัย ต้องดูแรงที่ใช้หายใจ สีผิว และความรู้สึกตัวร่วมกัน เด็กที่มีอาการมากจำเป็นต้องได้รับการตรวจ แม้เสียงหายใจจะไม่ดังเท่าครั้งก่อน
หลอดลมฝอยอักเสบมักเกิดจากไวรัส โดยเฉพาะในทารก เริ่มจากน้ำมูกหรืออาการคล้ายหวัดแล้วตามด้วยไอ หายใจเร็ว และกินนมลดลง หลอดลมฝอยซึ่งมีขนาดเล็กอยู่แล้วเกิดการบวมและมีสารคัดหลั่ง ทำให้อากาศผ่านได้ลำบาก
การดูแลจึงเน้นประเมินการหายใจ ออกซิเจน และการได้รับสารน้ำ ยาขยายหลอดลม ยาสเตียรอยด์ และยาปฏิชีวนะไม่ได้เป็นการรักษาประจำสำหรับเด็กที่เป็นหลอดลมฝอยอักเสบทั่วไป แพทย์จะพิจารณาตามโรคและภาวะร่วมของแต่ละคน เช่นเดียวกับการเคาะปอดหรือดูดเสมหะที่ไม่ควรทำเป็นกิจวัตรเองที่บ้าน
เด็กบางคนมีอาการไอ วี๊ด หรือเหนื่อยซ้ำ ๆ โดยสัมพันธ์กับหวัด การวิ่งเล่น ควัน หรือสิ่งกระตุ้นอื่น แพทย์จะถามรูปแบบอาการ การตอบสนองต่อยาที่เคยได้รับ และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เพื่อประเมินว่าเข้ากับโรคหืดหรือไม่ เด็กเล็กอาจยังตรวจสมรรถภาพปอดแบบเดียวกับเด็กโตไม่ได้ จึงต้องอาศัยประวัติและการติดตามอย่างเป็นระบบ
การไอเพียงอย่างเดียว หรือการเคยพ่นยาแล้วดีขึ้นครั้งหนึ่ง ยังไม่พอให้สรุปว่าเป็นโรคหืด และไม่ควรใช้จำนวนครั้งของเสียงวี๊ดเป็นเกณฑ์วินิจฉัยเอง หากแพทย์วินิจฉัยโรคหืด ควรขอแผนดูแลเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมฝึกใช้ยาสูดและอุปกรณ์ช่วยสูดให้ถูกต้อง ยาบรรเทาอาการกับยาควบคุมโรคมีหน้าที่ต่างกัน การใช้ยาจึงต้องตรงกับแผนที่ได้รับ
เนื้อหาต้นฉบับที่แนบมาอธิบายว่าอาการหอบมีสาเหตุได้ทั้งจากทางเดินหายใจและระบบอื่นของร่างกาย การไม่มีเสียงวี๊ดจึงไม่ได้ตัดปัญหาที่ปอด และการมีเสียงวี๊ดก็ไม่ได้แปลว่ามีเพียงโรคเดียว แพทย์ต้องตรวจร่วมกับประวัติและสภาพของเด็กในขณะนั้น
เด็กที่มีไข้ ไอ หายใจเร็ว เหนื่อย หรือเล่นน้อยลง อาจมีปอดอักเสบได้ บางคนเจ็บหน้าอกหรือปวดท้องร่วมด้วย เชื้อที่เป็นสาเหตุอาจเป็นไวรัสหรือแบคทีเรีย การเลือกยาจึงขึ้นอยู่กับการประเมิน ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะจากสีของเสมหะเพียงอย่างเดียว
น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดและปอดแฟบ ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อหรือการอุดกั้น ภาวะเหล่านี้ไม่สามารถแยกกันได้ด้วยการฟังเสียงไอที่บ้าน หากอาการไม่ดีขึ้นตามแผนรักษาหรือกลับมาเหนื่อยมากขึ้น ควรกลับไปตรวจตามคำแนะนำของแพทย์
หากลูกไอหรือหอบฉับพลันขณะกินอาหารหรือเล่นของชิ้นเล็ก ต้องแจ้งประวัตินี้ให้แพทย์ทราบ แม้หลังจากนั้นจะดูดีขึ้นแล้วก็ตาม สิ่งแปลกปลอมอาจยังค้างอยู่และทำให้ไอ วี๊ด หรือเกิดการติดเชื้อภายหลังได้
บางครั้งไม่มีใครเห็นเหตุการณ์สำลัก เด็กอาจมีอาการหลายวันหรือหลายสัปดาห์ต่อมา การตรวจหรือเอกซเรย์ปอดที่ไม่พบความผิดปกติก็ไม่ได้ตัดภาวะนี้ทั้งหมด หากมีข้อสงสัย แพทย์จะพิจารณาส่งต่อเพื่อตรวจเพิ่มเติม ผู้ปกครองไม่ควรใช้นิ้วล้วงปากโดยมองไม่เห็นสิ่งอุดกั้น เพราะอาจดันให้ลึกขึ้น
หลอดลมโป่งพอง โครงสร้างหลอดลมผิดปกติ โรคหัวใจ โรคไต และภาวะเลือดเป็นกรดจากเบาหวานด้วย ตัวอย่างเหล่านี้ช่วยให้เห็นว่าการหายใจเร็วหรือหอบไม่ได้เกิดจากหวัดเสมอ แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กที่ไอทุกคนต้องตรวจหาโรคทั้งหมด
หากมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ควรแจ้งชื่อโรค ยาที่ใช้ และความเปลี่ยนแปลงล่าสุดให้ครบ รวมถึงประวัติไอเป็นเลือด น้ำหนักไม่ขึ้น การติดเชื้อซ้ำ หรือการสำลักขณะกินอาหาร ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์เลือกแนวทางตรวจที่เหมาะสม แทนการเดาสาเหตุจากอาการเดียว
เริ่มจากวันแรกที่มีอาการ แล้วเล่าว่าช่วงไหนของวันไอมากที่สุด ไอจนตื่นหรือไม่ เกิดหลังวิ่งเล่น หลังอาหาร หรือเมื่ออยู่ในสถานที่บางแห่งหรือเปล่า หากเคยมีช่วงที่หายสนิทให้ระบุด้วย เพราะช่วยแยกระหว่างการไอต่อเนื่องกับการป่วยครั้งใหม่
นำชื่อยาหรือรูปฉลากยาที่เคยใช้ไปด้วย รวมถึงขนาดและจำนวนครั้งที่ใช้ หากมีอุปกรณ์ช่วยสูดยา ให้นำไปให้ทีมรักษาดูวิธีใช้จริง ความรู้สึกว่าใช้ยาแล้วไม่ได้ผลอาจมีรายละเอียดที่ต้องตรวจเพิ่ม ทั้งตัวโรคและวิธีใช้ยา
ควรแจ้งประวัติสัมผัสควันบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ฝุ่น หรือกลิ่นระคายเคือง รวมถึงผู้ใกล้ชิดที่ป่วยและประวัติสำลัก รายละเอียดในชีวิตประจำวันเหล่านี้อาจช่วยเติมส่วนที่การตรวจร่างกายในช่วงสั้น ๆ มองไม่เห็น
ระหว่างเล่าอาการ ไม่จำเป็นต้องเลือกชื่อโรคให้ลูกล่วงหน้า บอกสิ่งที่เห็นจริง เช่น เดินจากห้องนอนมาห้องนั่งเล่นแล้วต้องหยุดพัก หรือดูดนมได้น้อยกว่าปกติ จะช่วยให้เข้าใจระดับความผิดปกติได้มากกว่าคำว่าเหนื่อยนิดหน่อย หากต้องการนัดตรวจ สามารถใช้ช่องทางของ ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลธนบุรี
การตรวจเริ่มจากประเมินความรุนแรงก่อนหาสาเหตุ แพทย์จะดูการหายใจ ฟังเสียงปอด ประเมินความรู้สึกตัวและการได้รับน้ำ พร้อมพิจารณาว่าต้องได้รับการช่วยเหลือเร่งด่วนหรือไม่ จากนั้นจึงใช้ประวัติและผลตรวจเลือกรายการตรวจเพิ่มเติม
สำหรับเด็กที่ไอทุกวันเกิน 4 สัปดาห์ แนวทางการประเมินระบุให้พิจารณาเอกซเรย์ทรวงอกและตรวจสมรรถภาพปอดเมื่อเด็กสามารถทำได้ ส่วนการตรวจอื่นจะขึ้นกับข้อมูลที่พบ ไม่ใช่รายการที่เด็กทุกคนต้องได้รับเหมือนกัน [1]
การกลับมาตามนัดมีความสำคัญ เพราะบางอาการต้องดูแนวโน้มหลังรักษา หากอาการยังอยู่หรือกลับมาเป็นซ้ำ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบพร้อมข้อมูลใหม่ ไม่ควรใช้ยาชุดเดิมต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการประเมิน สอบถามได้ด้วยว่าเป้าหมายหลังรักษาคืออะไร ควรเริ่มดีขึ้นเมื่อใด และอาการแบบไหนต้องกลับมาก่อนวันนัด
การดูแลที่บ้านเหมาะกับเด็กที่ไม่มีสัญญาณอันตรายและยังใช้ชีวิตได้พอสมควร ให้พักผ่อน ดื่มน้ำตามวัย และหลีกเลี่ยงควันหรือสิ่งระคายเคือง สังเกตทั้งการกิน การนอน และกิจกรรมที่เด็กทำได้ ไม่จำเป็นต้องปลุกขึ้นมาเพียงเพื่อนับจำนวนครั้งที่ไอ แต่หากรูปแบบการหายใจผิดปกติต้องรับการตรวจ
ไม่ควรเลือกยาแก้ไอ ยาแก้หวัด หรือยาผสมหลายชนิดให้เด็กเอง โดยเฉพาะเด็กเล็ก เพราะอาจไม่มีประโยชน์ต่อสาเหตุและมีผลข้างเคียงได้ การไอหลังหวัดอาจค่อย ๆ ลดลง แต่ถ้าไอทุกวันต่อเนื่องเกิน 4 สัปดาห์ควรนัดตรวจ และถ้ามีหอบให้พิจารณาความรุนแรงทันที
หากเด็กได้รับยาสำหรับโรคหืดอยู่แล้ว ให้ใช้ตามแผนที่แพทย์ให้ เมื่อยาบรรเทาอาการไม่ช่วยตามที่แผนระบุ หรือเด็กเหนื่อยมากขึ้น ควรไปโรงพยาบาล หลีกเลี่ยงการเพิ่มยาเองหรือใช้ยาของพี่น้องแทนกัน เพราะแม้ดูเหมือนเป็นอาการเดียวกัน ก็อาจมีสาเหตุและความรุนแรงต่างกัน
ควรพบแพทย์ เพราะอาการไอทุกวันเกิน 4 สัปดาห์เข้าเกณฑ์ไอเรื้อรังในเด็ก การไม่มีไข้ไม่ได้อธิบายสาเหตุทั้งหมด แพทย์จะถามลักษณะไอ อาการร่วม และตรวจร่างกาย เพื่อพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
ก่อนนัดตรวจให้จดว่ามีช่วงหายสนิทหรือไม่ ไอรบกวนการนอนหรือกิจกรรมเพียงใด และเคยใช้ยาอะไร หากระหว่างรอนัดมีหายใจลำบาก ทรวงอกบุ๋ม เขียว หรือซึม ให้ไปโรงพยาบาลทันที เกณฑ์ 4 สัปดาห์ใช้ช่วยประเมินความต่อเนื่องของอาการไอ ไม่ใช่ระยะเวลาที่ต้องรอเมื่อเด็กมีอาการฉุกเฉิน
ยังสรุปไม่ได้ เสียงวี๊ดเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อที่ทำให้ทางเดินหายใจบวม ภาวะหลอดลมไว หรือสิ่งแปลกปลอม การวินิจฉัยโรคหืดต้องดูรูปแบบอาการ ประวัติ และการประเมินของแพทย์ร่วมกัน
สิ่งที่ควรทำคือสังเกตว่าเด็กใช้แรงหายใจมากหรือไม่ และเล่าว่าเสียงเริ่มเมื่อใด หากเริ่มฉับพลันระหว่างกินอาหารหรือเล่น ต้องแจ้งเรื่องสำลักด้วย หลังการรักษาควรถามว่าจำเป็นต้องติดตามอาการซ้ำหรือไม่ และมีข้อสังเกตอะไรที่ควรบันทึกเมื่อกลับบ้าน
ไม่จำเป็น ยาขยายหลอดลมไม่ได้เป็นการรักษาประจำของหลอดลมฝอยอักเสบทั่วไป เนื่องจากปัญหาหลักเกี่ยวข้องกับการบวมและสารคัดหลั่งในทางเดินหายใจ การดูแลจึงเน้นการหายใจและการได้รับน้ำ โดยแพทย์พิจารณาความจำเป็นของการรักษาเพิ่มเติมเป็นรายบุคคล
หากเด็กเคยได้รับยาพ่นมาก่อน ควรแจ้งว่าได้รับด้วยเหตุใดและตอบสนองอย่างไร แทนการนำยามาใช้ซ้ำเอง ทุกครั้งที่มีอาการหอบต้องประเมินใหม่ว่ารุนแรงเพียงใด และเข้ากับโรคเดิมหรือมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย
ควรรับการประเมินเมื่อสงสัยว่าอาหารหรือวัตถุเข้าทางเดินหายใจ แม้อาการช่วงแรกจะลดลง สิ่งแปลกปลอมอาจยังค้างอยู่และเกิดอาการภายหลังได้ ควรเล่าชนิดของอาหารหรือของเล่น เวลาเกิดเหตุ และอาการหลังจากนั้นให้ละเอียด
การไม่พบสิ่งผิดปกติจากเอกซเรย์อย่างเดียวไม่สามารถตัดภาวะนี้ได้ทั้งหมด หากเด็กหายใจลำบาก เขียว หรือไม่สามารถไอหรือส่งเสียงได้ ให้ขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที ไม่ควรรอการนัดตรวจตามปกติ
เวลาลูกไอ สิ่งที่ช่วยให้ตัดสินใจได้คือการดูภาพรวม ลูกยังเล่นได้ไหม กินได้เท่าเดิมหรือเปล่า ต้องออกแรงหายใจมากขึ้นหรือไม่ และอาการเปลี่ยนไปจากวันก่อนอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้การพบแพทย์มีรายละเอียดมากขึ้น โดยผู้ปกครองไม่ต้องวินิจฉัยโรคด้วยตัวเอง
ถ้าไอทุกวันนานเกิน 4 สัปดาห์ ควรนัดประเมินสาเหตุ หากมีหอบรุนแรง ทรวงอกบุ๋ม ริมฝีปากเขียว หรือซึม ควรไปโรงพยาบาลทันที สำหรับการดูแลและติดตามอาการที่ไม่ฉุกเฉิน สามารถศึกษาข้อมูลจาก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลธนบุรี แล้วเตรียมประวัติอาการและยาที่เคยใช้ไปด้วย
โปรแกรมตรวจภูมิแพ้ Skin Test และ IgE 45 ชนิด
วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
โปรแกรมตรวจสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ Active Senior 60+
แพ็กเกจตรวจสุขภาพผู้ป่วยเบาหวาน
แพ็กเกจ TMS กระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็ก
วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี สำหรับผู้ใหญ่