Insomnia

ผู้เขียน

โรงพยาบาลธนบุรี

ศูนย์รักษาที่เกี่ยวข้อง

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

Insomnia

ให้ Ai ช่วยสรุปบทความนี้

Key Takeaways

  • วิกฤตระดับโลก: องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า 1 ใน 3 ของประชากรโลกกำลังเผชิญกับปัญหานอนไม่หลับ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกายและจิตใจ
  • เกณฑ์การวินิจฉัย Insomnia: แตกต่างจากการนอนไม่หลับชั่วคราว โดยวัดจากการใช้เวลาหลับนานเกิน 30 นาที, ตื่นกลางดึกบ่อย, ตื่นเช้าผิดปกติ และเป็นติดต่อกันมากกว่า 3 คืนต่อสัปดาห์
  • ผลกระทบระยะยาวรุนแรง: การนอนไม่หลับเรื้อรังส่งผลให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เสี่ยงต่อโรคหัวใจ ภาวะซึมเศร้า และระบบเมตาบอลิซึมผิดปกติ
  • แก้ไขได้ด้วยการปรับพฤติกรรม: สุขอนามัยการนอนที่ดี (Sleep Hygiene) การจัดการแสงสีฟ้า คาเฟอีน และความเครียด เป็นกุญแจสำคัญในการรักษาขั้นแรก”หมุนตัวไปมานับชั่วโมงก็ยังไม่หลับ” “ตื่นกลางดึกแล้วตาค้างจนถึงเช้า” ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความน่ารำคาญใจชั่วครู่ชั่วคราว แต่กลายเป็นฝันร้ายยามค่ำคืนของใครหลายคน ในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ความเครียดสะสม และการจ้องหน้าจอแทบตลอดเวลา โรคนอนไม่หลับ (Insomnia) ได้กลายมาเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของผู้คนทั่วโลกกว่า 1 ใน 3 ของประชากรหลายคนมักคิดว่าการนอนไม่หลับเป็นเรื่องปกติที่เดี๋ยวก็หาย แต่หากปล่อยไว้จนกลายเป็นภาวะเรื้อรัง มันจะค่อยๆ บั่นทอนประสิทธิภาพการทำงาน ความจำ สภาพอารมณ์ และเพิ่มความเสี่ยงโรคร้ายแรงทางกายตามมา การทำความเข้าใจสาเหตุและหาวิธีแก้ไขอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

เคยไหม ทั้งที่ร่างกายเหนื่อยมาทั้งวัน พอปิดไฟ วางโทรศัพท์ และคิดว่าวันนี้น่าจะหลับได้ทันที กลับกลายเป็นว่านอนพลิกไปพลิกมาอยู่นาน หรือบางคนหลับไปแล้วแต่ตื่นขึ้นมากลางดึก จากนั้นก็ไม่สามารถกลับไปหลับได้อีก จนเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นพร้อมความรู้สึกเหมือนร่างกายยังไม่ได้พักเลย

คืนแบบนี้เกิดขึ้นกับใครก็ได้ โดยเฉพาะช่วงที่มีความเครียด งานหนัก ตารางชีวิตเปลี่ยน หรือมีเรื่องให้คิดมาก แต่ถ้าอาการนอนไม่หลับเกิดซ้ำบ่อยจนเริ่มกระทบสมาธิ อารมณ์ การทำงาน การเรียน หรือคุณภาพชีวิต เรื่องที่ดูเหมือนเป็นเพียง “นอนยาก” อาจกำลังเข้าใกล้ภาวะนอนไม่หลับ หรือ Insomnia ซึ่งควรได้รับการประเมินอย่างจริงจัง

สิ่งสำคัญคือ Insomnia ไม่ได้หมายถึงคนที่ “ไม่หลับทั้งคืน” เท่านั้น คนที่ใช้เวลานานกว่าจะหลับ ตื่นบ่อย ตื่นเช้าเกินไปแล้วหลับต่อไม่ได้ หรือรู้สึกว่าการนอนไม่ช่วยให้สดชื่น ก็อาจมีปัญหาการนอนที่ต้องหาสาเหตุเช่นกัน การเริ่มต้นจึงไม่ใช่การรีบหายานอนหลับ แต่เป็นการมองให้เห็นว่าอะไรทำให้วงจรการนอนเปลี่ยนไป และเลือกวิธีดูแลที่เหมาะกับแต่ละคน

หากต้องการประเมินอาการกับแพทย์ โรงพยาบาลธนบุรีมี ศูนย์ระบบประสาทและสมอง ซึ่งระบุการดูแลภาวะการนอนผิดปกติเป็นหนึ่งในกลุ่มอาการที่ให้บริการ และสามารถนัดหมายแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุที่เกี่ยวข้องได้

รายการเนื้อหา

นอนไม่หลับ (Insomnia) คืออะไร ต่างจากการนอนไม่หลับเป็นครั้งคราวอย่างไร

หลายคนเคยมีคืนที่นอนไม่หลับหลังดื่มกาแฟช่วงเย็น ทำงานดึก ทะเลาะกับคนใกล้ตัว หรือกังวลกับเรื่องสำคัญในวันรุ่งขึ้น อาการลักษณะนี้อาจเกิดเป็นครั้งคราวและดีขึ้นเมื่อสาเหตุคลี่คลาย แต่ Insomnia เป็นความผิดปกติที่มีรูปแบบชัดกว่า คือมีปัญหาในการเริ่มหลับ การคงการหลับ หรือตื่นเร็วกว่าที่ต้องการ ทั้งที่มีโอกาสและสภาพแวดล้อมให้พักผ่อนเพียงพอ และอาการนั้นส่งผลต่อการใช้ชีวิตในเวลากลางวัน

เกณฑ์ทางคลินิกที่ใช้กันทั่วไปมองว่า หากมีปัญหาการหลับอย่างน้อย 3 คืนต่อสัปดาห์ และต่อเนื่องตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป จะเข้าเกณฑ์ของภาวะนอนไม่หลับเรื้อรังมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 3 เดือนจึงค่อยพบแพทย์ หากอาการรุนแรง ง่วงมากในตอนกลางวัน ทำงานผิดพลาดบ่อย หรือเริ่มกระทบความปลอดภัย ก็ควรประเมินเร็วกว่านั้น

อีกเรื่องที่มักทำให้สับสนคือ “นอนน้อย” กับ “นอนไม่หลับ” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน คนที่ตั้งใจนอนดึกเพราะทำงานหรือดูซีรีส์อาจมีเวลานอนไม่พอ แต่ไม่ได้มีความยากในการหลับ ขณะที่คนเป็น Insomnia อาจจัดเวลาเข้านอนเพียงพอแล้ว แต่กลับหลับไม่ได้หรือหลับไม่ต่อเนื่อง การแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันช่วยให้แก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่า

4 สัญญาณที่บอกว่าอาการนอนไม่หลับเริ่มไม่ใช่เรื่องเล็ก

เวลาพูดถึง Insomnia ไม่ควรดูจากจำนวนชั่วโมงนอนเพียงอย่างเดียว เพราะความต้องการนอนของแต่ละคนไม่เท่ากัน สิ่งที่ควรสังเกตคือรูปแบบการนอนและผลกระทบในวันถัดไป โดยสัญญาณที่พบได้บ่อยมีดังนี้

  • ใช้เวลานานกว่าจะหลับ แม้ขึ้นเตียงในเวลาที่ตั้งใจจะพักแล้ว
  • ตื่นกลางดึกหลายครั้ง และแต่ละครั้งใช้เวลานานกว่าจะกลับไปหลับ
  • ตื่นเช้ากว่าเวลาที่ต้องการและนอนต่อไม่ได้
  • กลางวันรู้สึกอ่อนเพลีย สมาธิลดลง หงุดหงิดง่าย ความจำหรือประสิทธิภาพในการทำงานแย่ลง

เน้นการสังเกตความถี่ของอาการและผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นมุมที่ควรเก็บไว้ เพราะสิ่งที่ทำให้ปัญหาการนอนมีความหมายทางการแพทย์ไม่ใช่แค่ “เมื่อคืนหลับกี่ชั่วโมง” แต่รวมถึงความต่อเนื่องของอาการและความสามารถในการใช้ชีวิตระหว่างวันด้วย

ทำไมถึงนอนไม่หลับ ทั้งที่บางวันก็เหนื่อยมาก

การนอนไม่หลับมักไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่ซ้อนกัน บางคนเริ่มจากความเครียดระยะสั้น แล้วเกิดความกังวลว่า “คืนนี้จะหลับไหม” พอยิ่งพยายามบังคับตัวเองให้หลับ สมองกลับยิ่งตื่นตัว กลายเป็นวงจรที่ทำให้เตียงซึ่งควรเป็นพื้นที่พักผ่อนเชื่อมโยงกับความกังวลแทน

ความเครียด ความกังวล และอารมณ์

เรื่องงาน การเงิน ความสัมพันธ์ การสูญเสีย หรือเหตุการณ์ที่กระทบใจ สามารถทำให้ระบบตื่นตัวของร่างกายทำงานมากขึ้น เมื่อหัวสมองยังวนคิด แม้ร่างกายจะเหนื่อยก็อาจหลับยากได้ นอกจากนี้ ภาวะวิตกกังวลหรือซึมเศร้าก็สามารถเกิดร่วมกับปัญหาการนอน จึงควรประเมินทั้งสองด้าน ไม่ใช่มองการนอนไม่หลับแยกออกจากสุขภาพใจทั้งหมด

พฤติกรรมที่รบกวนนาฬิกาชีวิต

การเข้านอนและตื่นไม่เป็นเวลา นอนกลางวันนาน ทำงานเป็นกะ ใช้หน้าจอจนใกล้เวลานอน หรือใช้วันหยุดนอนชดเชยจนเวลาตื่นต่างจากวันทำงานหลายชั่วโมง ล้วนทำให้นาฬิกาชีวิตสับสนได้ แสงสว่างในช่วงกลางคืนยังเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ร่างกายใช้กำหนดวงจรหลับ-ตื่น จึงควรลดแสงจ้าและกิจกรรมที่กระตุ้นสมองก่อนเข้านอน

คาเฟอีน แอลกอฮอล์ และสารกระตุ้น

กาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลัง นิโคติน และสารกระตุ้นบางชนิดทำให้หลับยากขึ้นได้ โดยความไวต่อคาเฟอีนแตกต่างกันในแต่ละคน ส่วนแอลกอฮอล์อาจทำให้รู้สึกง่วงในช่วงแรก แต่ไม่ได้แปลว่าคุณภาพการนอนดีขึ้น เพราะอาจทำให้การนอนช่วงหลังของคืนไม่ต่อเนื่องและตื่นง่ายกว่าเดิม

โรคทางกาย ยา และความผิดปกติการนอนชนิดอื่น

อาการปวดเรื้อรัง กรดไหลย้อน ปัญหาฮอร์โมน โรคบางชนิด รวมถึงยาบางประเภทอาจรบกวนการนอนได้ ขณะเดียวกัน คนที่บอกว่านอนไม่ดีอาจไม่ได้มี Insomnia เพียงอย่างเดียว เช่น อาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ขากระตุกหรือขาอยู่ไม่สุข หรือความผิดปกติของวงจรหลับ-ตื่นร่วมด้วย การซักประวัติอย่างละเอียดจึงสำคัญมาก

นอนไม่หลับส่งผลอย่างไร ทำไมไม่ควรปล่อยให้เรื้อรัง

ผลที่เห็นได้เร็วที่สุดคือเช้าวันถัดมา เราอาจรู้สึกเหมือนสมองทำงานช้าลง จดจ่อกับงานได้ไม่นาน จำรายละเอียดได้ไม่ดี หงุดหงิดง่าย หรือมีอาการง่วงจนต้องพึ่งกาแฟเพิ่ม เมื่อเกิดซ้ำหลายคืน ผลกระทบจะเริ่มลามไปถึงการทำงาน ความสัมพันธ์ การเรียน และความปลอดภัย โดยเฉพาะงานที่ต้องขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือใช้การตัดสินใจต่อเนื่อง

การนอนที่มีปัญหาเรื้อรังยังสัมพันธ์กับสุขภาพกายและสุขภาพใจในหลายด้าน แต่ไม่ควรตีความว่าการนอนไม่หลับเป็นสาเหตุโดยตรงของทุกโรค เพราะความสัมพันธ์เหล่านี้มีปัจจัยร่วมหลายอย่าง สิ่งที่ชัดเจนกว่าคือ เมื่อการนอนเสียต่อเนื่อง คุณภาพชีวิตและการทำหน้าที่ในแต่ละวันมักลดลง และยิ่งปล่อยไว้นาน วงจรความกังวลเรื่องการนอนก็อาจยิ่งแก้ยากขึ้น

วิธีแก้นอนไม่หลับที่เริ่มทำได้ตั้งแต่คืนนี้

ถ้าอาการยังไม่รุนแรง การปรับพฤติกรรมเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ควรทำอย่างสม่ำเสมอมากกว่าลองเพียงคืนหรือสองคืน เพราะร่างกายต้องใช้เวลาเรียนรู้จังหวะใหม่

กำหนดเวลาตื่นให้คงที่ก่อน

หลายคนโฟกัสกับการบังคับตัวเองให้เข้านอนตรงเวลา แต่เวลาตื่นก็สำคัญไม่แพ้กัน ลองกำหนดเวลาตื่นที่ใกล้เคียงกันทุกวัน รวมถึงวันหยุด เมื่อถึงช่วงค่ำ ร่างกายจะค่อย ๆ สร้างแรงขับในการนอนตามจังหวะที่สม่ำเสมอมากขึ้น

ทำห้องนอนให้เป็นพื้นที่ของการนอน

ห้องที่เย็นสบาย มืด และเงียบช่วยลดสิ่งรบกวนได้ หากนอนแล้วรู้สึกตื่นตัวเป็นเวลานาน ไม่ควรนอนฝืนพร้อมดูนาฬิกาซ้ำ ๆ เพราะอาจทำให้ความกังวลเพิ่มขึ้น แนวคิดหนึ่งใน CBT-I คือการสร้างความเชื่อมโยงใหม่ให้สมองจำว่าเตียงคือสถานที่สำหรับการนอน ไม่ใช่พื้นที่สำหรับคิดงานหรือกังวล

ลดหน้าจอและกิจกรรมกระตุ้นก่อนนอน

ช่วงก่อนนอนควรเปลี่ยนจากโหมดทำงานเป็นโหมดพัก เช่น ลดแสง ปิดงานที่ต้องใช้สมาธิสูง วางโทรศัพท์ให้ห่างตัว อ่านหนังสือเบา ๆ ฟังเสียงที่ช่วยผ่อนคลาย หรืออาบน้ำอุ่น สิ่งสำคัญไม่ใช่การทำพิธีให้ซับซ้อน แต่คือการทำซ้ำจนร่างกายเริ่มเชื่อมกิจวัตรนั้นกับเวลาพัก

สังเกตคาเฟอีนและการงีบของตัวเอง

หากนอนไม่หลับ ลองจดว่าดื่มกาแฟหรือชาเวลาไหนและปริมาณเท่าไร เพราะบางคนยังได้รับผลจากคาเฟอีนแม้ดื่มตั้งแต่ช่วงบ่าย การงีบก็เช่นกัน ถ้างีบนานหรือใกล้ช่วงเย็น แรงง่วงตอนกลางคืนอาจลดลง การจดบันทึก 1-2 สัปดาห์มักช่วยให้เห็นรูปแบบที่ความรู้สึกอย่างเดียวมองไม่เห็น

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ไม่เร่งร่างกายก่อนนอน

การเคลื่อนไหวร่างกายในช่วงกลางวันช่วยสนับสนุนสุขภาพและการนอน แต่การออกกำลังกายหนักใกล้เวลานอนอาจทำให้บางคนตื่นตัวขึ้น จึงควรทดลองจัดเวลาให้เหมาะกับร่างกายตัวเอง

ถ้าปรับพฤติกรรมแล้วยังไม่ดีขึ้น CBT-I คืออะไร

สำหรับภาวะนอนไม่หลับเรื้อรัง แนวทางที่มีหลักฐานสนับสนุนมากคือ Cognitive Behavioral Therapy for Insomnia หรือ CBT-I ซึ่งไม่ใช่เพียงการบอกให้ “คิดบวกแล้วนอน” แต่เป็นการบำบัดที่มีองค์ประกอบหลายส่วน ทั้งการปรับความคิดที่ทำให้กังวลกับการนอน การควบคุมสิ่งกระตุ้น การจัดเวลาบนเตียงให้เหมาะสม เทคนิคผ่อนคลาย และการให้ความรู้เรื่องการนอน

จุดสำคัญของ CBT-I คือแก้วงจรที่ทำให้ปัญหาการนอนดำเนินต่อไป เช่น ยิ่งกลัวว่าจะนอนไม่พอ ยิ่งขึ้นเตียงเร็วขึ้น นอนชดเชยมากขึ้น หรือเฝ้าดูนาฬิกาตลอดคืน จนสมองยิ่งตื่นตัว การบำบัดจึงมุ่งเปลี่ยนทั้งพฤติกรรมและความคิดที่คอยเลี้ยงวงจรนี้ไว้

ส่วนยานอนหลับอาจมีบทบาทในผู้ป่วยบางราย แต่ควรใช้ภายใต้การประเมินของแพทย์ ไม่ควรซื้อหรือเพิ่มขนาดยาเอง เพราะชนิดยา ระยะเวลาใช้ ผลข้างเคียง โรคร่วม และยาที่ใช้อยู่เดิมล้วนมีผลต่อความปลอดภัย

เมื่อไรควรพบแพทย์เรื่องนอนไม่หลับ

ไม่จำเป็นต้องรอจนร่างกายหมดแรงจึงค่อยไปโรงพยาบาล หากนอนไม่หลับบ่อยจนเริ่มกระทบชีวิต การพบแพทย์ตั้งแต่ต้นช่วยให้แยกได้ว่าเป็นปัญหาจากพฤติกรรม ความเครียด โรคทางกาย ยา หรือความผิดปกติการนอนชนิดอื่น โดยเฉพาะในกรณีต่อไปนี้

  • มีปัญหาการหลับอย่างน้อยประมาณ 3 คืนต่อสัปดาห์ และเป็นต่อเนื่องหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
  • อาการทำให้สมาธิ การทำงาน การเรียน อารมณ์ หรือความปลอดภัยในเวลากลางวันแย่ลง
  • มีอาการกรนดัง สะดุ้งเหมือนขาดอากาศ ง่วงมากผิดปกติในตอนกลางวัน หรือมีอาการผิดปกติอื่นระหว่างหลับ
  • มีความวิตกกังวล อารมณ์เศร้า หรือความเครียดมากร่วมกับการนอนไม่หลับ
  • ลองปรับพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอแล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้น

ก่อนพบแพทย์ ลองทำ Sleep Diary ประมาณ 1-2 สัปดาห์ โดยจดเวลาเข้านอน เวลาที่คิดว่าหลับ เวลาตื่นกลางดึก เวลาตื่นจริง การงีบ คาเฟอีน แอลกอฮอล์ การออกกำลังกาย และความง่วงในตอนกลางวัน ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์เห็นรูปแบบได้ชัดขึ้น

ตรวจอาการนอนไม่หลับที่โรงพยาบาลธนบุรี เริ่มจากตรงไหน

สำหรับผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับและไม่แน่ใจว่าควรเริ่มพบแพทย์สาขาใด สามารถเริ่มจากการประเมินอาการและประวัติการนอน โดยแพทย์จะพิจารณาตามอาการร่วมและปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน โรงพยาบาลธนบุรีมีศูนย์ระบบประสาทและสมอง ซึ่งให้บริการดูแลภาวะการนอนผิดปกติ รวมถึงมีแพทย์ด้านอายุรกรรมประสาทและสมอง และมีศูนย์อายุรกรรมที่ครอบคลุมหลายสาขา รวมถึงจิตเวช

ดูข้อมูลและนัดหมายได้ที่ ศูนย์ระบบประสาทและสมอง โรงพยาบาลธนบุรี หรือดู ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลธนบุรี เพื่อเลือกบริการที่เหมาะกับอาการ

หากต้องการอ่านบทความสุขภาพอื่น ๆ สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ บทความสุขภาพ โรงพยาบาลธนบุรี และดูข้อมูลบริการของโรงพยาบาลได้ที่ หน้าเว็บไซต์โรงพยาบาลธนบุรี

การนอนที่ดีไม่ควรเป็นสิ่งที่ต้อง “พยายาม” จนเหนื่อยกว่าเดิม

ความน่าหงุดหงิดของการนอนไม่หลับคือ ยิ่งอยากหลับมากเท่าไร บางคืนกลับยิ่งหลับยากขึ้นเท่านั้น เพราะการนอนไม่ใช่สวิตช์ที่เราสั่งให้เปิดหรือปิดได้ทันที สิ่งที่ทำได้คือค่อย ๆ จัดเงื่อนไขให้ร่างกายกลับเข้าสู่จังหวะที่เหมาะสม ลดสิ่งที่รบกวนการนอน และหาสาเหตุเมื่ออาการเกิดซ้ำ

หากเป็นเพียงบางคืน การกลับมาจัดเวลาชีวิต ลดคาเฟอีน ลดหน้าจอ และสร้างกิจวัตรก่อนนอนอาจเพียงพอ แต่ถ้านอนไม่หลับต่อเนื่องจนเริ่มเสียสมาธิ อารมณ์ หรือคุณภาพชีวิต ไม่จำเป็นต้องทนรอให้หายเอง การประเมินโดยแพทย์ช่วยให้เห็นปัญหาชัดขึ้น และวางแนวทางดูแลที่เหมาะกับสาเหตุของแต่ละคนได้

FAQ

นอนไม่หลับกี่วันถึงเรียกว่าเป็น Insomnia?

การนอนไม่หลับเพียงคืนหรือสองคืนยังไม่จำเป็นต้องหมายถึงโรค Insomnia เพราะอาจเกิดจากความเครียด คาเฟอีน การเดินทาง หรือการเปลี่ยนตารางชีวิตได้ สิ่งที่ต้องดูร่วมกันคือรูปแบบของอาการ ความถี่ ระยะเวลาที่เป็น และผลกระทบในตอนกลางวัน หากมีปัญหาหลับยาก หลับไม่ต่อเนื่อง หรือตื่นเร็วกว่าที่ต้องการอย่างน้อยประมาณ 3 คืนต่อสัปดาห์ และต่อเนื่อง 3 เดือนขึ้นไป จะเข้าใกล้เกณฑ์ chronic insomnia มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากอาการทำให้ทำงานไม่ได้ ง่วงจนเสี่ยงอุบัติเหตุ หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย ควรพบแพทย์ก่อนครบ 3 เดือน

ไม่สามารถตัดสินจากจำนวนชั่วโมงเพียงอย่างเดียวได้ เพราะความต้องการนอนแตกต่างกันในแต่ละคน และ Insomnia เน้นความยากในการเริ่มหลับหรือคงการหลับร่วมกับผลกระทบในเวลากลางวัน หากนอน 5-6 ชั่วโมงเพราะตั้งใจเข้านอนดึก แต่หลับได้ปกติ อาจเป็นภาวะนอนน้อยจากพฤติกรรมมากกว่า ในทางกลับกัน คนที่มีเวลาให้นอนเพียงพอแต่หลับไม่ได้และมีอาการอ่อนเพลียหรือสมาธิลดลง ควรได้รับการประเมิน

หากนอนอยู่แล้วรู้สึกตื่นตัวและเริ่มกังวลมาก การฝืนนอนพร้อมดูเวลาไปเรื่อย ๆ อาจทำให้สมองเชื่อมเตียงเข้ากับความเครียด หนึ่งในหลักของ CBT-I คือ stimulus control ซึ่งมุ่งให้เตียงกลับมาเชื่อมโยงกับการนอน ผู้เชี่ยวชาญอาจแนะนำให้ลุกไปทำกิจกรรมเงียบ ๆ ในแสงสลัวเมื่อไม่หลับ และกลับมาที่เตียงเมื่อเริ่มง่วง แต่รายละเอียดควรปรับตามแต่ละคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่เสี่ยงล้ม

แอลกอฮอล์อาจทำให้รู้สึกง่วงและหลับได้เร็วขึ้นในช่วงแรก แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพการนอนจะดีขึ้น เพราะสามารถทำให้การนอนช่วงหลังของคืนเบาและขาดความต่อเนื่องมากขึ้น จึงไม่ควรใช้แอลกอฮอล์เป็นวิธีแก้นอนไม่หลับ

ไม่มีเวลาตายตัวที่เหมาะกับทุกคน เพราะการตอบสนองต่อคาเฟอีนแตกต่างกัน หากมีปัญหานอน ลองลดปริมาณคาเฟอีนและเลื่อนแก้วสุดท้ายให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะช่วงบ่ายหรือเย็น พร้อมจด Sleep Diary เพื่อดูว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นช่วยหรือไม่ กาแฟไม่ใช่แหล่งคาเฟอีนเพียงอย่างเดียว ชา เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลมบางชนิด และช็อกโกแลตก็มีคาเฟอีนได้

ขึ้นอยู่กับชนิดยา สาเหตุของอาการ อายุ โรคร่วม ยาอื่นที่ใช้อยู่ และการประเมินของแพทย์ จึงไม่ควรซื้อยานอนหลับ ใช้ยาของผู้อื่น เพิ่มขนาดยา หรือหยุดยาบางชนิดเอง การรักษาภาวะนอนไม่หลับเรื้อรังมักให้ความสำคัญกับ CBT-I และการแก้ปัจจัยต้นเหตุ ส่วนการใช้ยาควรอยู่ภายใต้การติดตามเพื่อประเมินประโยชน์และความเสี่ยง

References

  • สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ศูนย์โรคการนอนหลับ)
    คู่มือสุขอนามัยการนอนหลับที่ดีและภาวะการนอนไม่หลับ   https://www.thoracicthai.org
  • โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย (ศูนย์นิทราเวช)
    ความรู้เรื่องโรคนอนไม่หลับ (Insomnia) และเทคนิคการปรับพฤติกรรมการนอน   https://www.chulalongkornhospital.go.th
  • World Health Organization (WHO)
    Sleep and Health: Insomnia and Public Health Concerns      https://www.who.int
  • American Academy of Sleep Medicine (AASM)
    Insomnia: Symptoms, Diagnosis, and Clinical Practice Guidelines for Treatment    https://aasm.org/clinical-resources/patient-education/insomnia/

 

 

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง