“ภาวะหมดไฟ” (Burnout)

ผู้เขียน

โรงพยาบาลธนบุรี

ศูนย์รักษาที่เกี่ยวข้อง

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ภาวะหมดไฟ (Burnout) ไม่ได้เริ่มจากวันที่เราไม่ไหว แต่อาจเริ่มจากวันที่ต้องฝืนตัวเองทุกวัน

ให้ Ai ช่วยสรุปบทความนี้

Key Takeaways

  • WHO จัด Burnout เป็น occupational phenomenon ไม่ใช่โรคทางการแพทย์ และนิยามให้ใช้กับความเครียดเรื้อรังจากการทำงานที่จัดการไม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 3 มิติหลักของ Burnout ตาม WHO คือ พลังงานลดลงหรือเหนื่อยล้า การถอยห่างหรือมีทัศนคติเชิงลบต่องาน และประสิทธิภาพในการทำงานลดลง
  • ความเหนื่อยล้าจากการเรียนหรือการดูแลครอบครัวเป็นเรื่องที่ควรได้รับการดูแลเช่นกัน แต่ไม่ควรเหมารวมว่าเป็น Burnout ตามนิยาม ICD-11 โดยอัตโนมัติ
  • Burnout มีอาการบางส่วนทับซ้อนกับภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ปัญหาการนอน และโรคทางกาย หากอาการต่อเนื่องหรือกระทบหลายด้านของชีวิต ควรพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมิน
  • การรับมือไม่ควรมีแค่การพักหรือดูแลตัวเอง แต่ควรพิจารณาปัจจัยในระบบงาน เช่น ภาระงาน ความชัดเจนของบทบาท การควบคุมงาน การสนับสนุน และขอบเขตเวลางาน
  • หากมีความคิดทำร้ายตัวเอง ไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือไม่สามารถดูแลตัวเองและทำหน้าที่พื้นฐานได้ ควรขอความช่วยเหลือทันที

ภาวะหมดไฟ (Burnout) ไม่ได้เริ่มจากวันที่เราไม่ไหว แต่อาจเริ่มจากวันที่ต้องฝืนตัวเองทุกวัน

บางเช้าเราไม่ได้เกลียดงาน ไม่ได้อยากลาออก และไม่ได้มีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้น แต่แค่เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ก็ดูหนักกว่าปกติ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วนั่งนิ่งอยู่นาน งานที่เคยทำได้คล่องกลับต้องใช้แรงมากขึ้น หรือพอถึงวันหยุดก็อยากนอนเฉย ๆ โดยไม่อยากคุยกับใคร ความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นได้กับคนจำนวนมาก และเมื่อมันสะสมต่อเนื่อง คำว่า “ภาวะหมดไฟ” หรือ Burnout มักถูกหยิบมาใช้อธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

สิ่งที่ทำให้ Burnout สับสนคือมันไม่ได้มีหน้าตาแบบเดียว บางคนยังทำงานได้ดี ยังเข้าประชุมตรงเวลา ยังส่งงานครบ แต่ข้างในรู้สึกเหมือนพลังถูกใช้จนเกือบหมด บางคนเริ่มหงุดหงิดกับเรื่องเล็ก ๆ รู้สึกห่างจากงานที่เคยชอบ หรือเริ่มตั้งคำถามว่าต่อให้พยายามแค่ไหนก็คงไม่ดีพอ ขณะที่บางคนมีอาการทางกายร่วมด้วย เช่น นอนหลับไม่ดี ปวดศีรษะ ปวดคอ บ่า ไหล่ หรือรู้สึกเหนื่อยต่อเนื่อง

ความเหนื่อยล้าสะสมไม่ได้ควรถูกตีความว่าเป็นความอ่อนแอ และคนที่อยู่ในบทบาทกดดัน เช่น วัยเรียน ผู้ดูแลสมาชิกในครอบครัว หรือวัยทำงาน ต่างก็อาจเผชิญความเครียดเรื้อรังและความรู้สึกหมดพลังได้ อย่างไรก็ตาม หากใช้คำว่า Burnout ตามนิยามขององค์การอนามัยโลก (WHO) อย่างเคร่งครัด คำนี้หมายถึงปรากฏการณ์ในบริบทการทำงานที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานซึ่งไม่ได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และ WHO ระบุชัดว่า Burnout ไม่ได้ถูกจัดเป็นโรคทางการแพทย์

ดังนั้น บทความนี้จะชวนดูทั้งสองด้านไปพร้อมกัน คือทำความเข้าใจ Burnout ในความหมายทางการแพทย์ที่ถูกต้อง และมองความเหนื่อยล้าจากบทบาทอื่น ๆ ในชีวิตอย่างจริงจังโดยไม่รีบติดป้ายให้ตัวเอง เพราะเป้าหมายไม่ใช่การหาคำเรียกที่ตรงที่สุด แต่คือการรู้ว่าเมื่อไรควรพัก เมื่อไรควรปรับสิ่งแวดล้อม และเมื่อไรควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

หากต้องการอ่านข้อมูลสุขภาพและบทความอื่นของโรงพยาบาลธนบุรี สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ คลังบทความสุขภาพ โรงพยาบาลธนบุรี

ภาวะหมดไฟ (Burnout)
รายการเนื้อหา

Burnout คืออะไร ทำไมพักวันสองวันแล้วบางครั้งยังไม่ดีขึ้น

WHO อธิบาย Burnout ไว้ใน ICD-11 ว่าเป็น syndrome ที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานซึ่งไม่ได้รับการจัดการสำเร็จ และมีองค์ประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความรู้สึกพลังงานลดลงหรือเหนื่อยล้า การรู้สึกห่างจากงานมากขึ้นหรือมีความคิดเชิงลบและเย็นชาต่องาน และความรู้สึกว่าประสิทธิภาพในการทำงานลดลง จุดสำคัญคือ WHO จัด Burnout เป็น “occupational phenomenon” ไม่ใช่ medical condition และระบุให้ใช้คำนี้กับบริบทการทำงานโดยเฉพาะ

นี่เป็นจุดที่ควรแยกให้ชัดจากความเข้าใจทั่วไป เพราะในชีวิตจริงเรามักใช้คำว่า “หมดไฟ” กับหลายสถานการณ์ ตั้งแต่เรียนหนัก ดูแลผู้ป่วย ไปจนถึงเลี้ยงลูกโดยแทบไม่มีเวลาพัก ความเหนื่อยล้าในบริบทเหล่านี้เป็นเรื่องจริงและควรได้รับการดูแล เพียงแต่ในเชิงนิยาม ICD-11 ไม่ได้เรียกทุกความเหนื่อยล้าเหล่านั้นว่า Burnout

เหตุผลที่การหยุดพักสั้น ๆ อาจยังไม่ทำให้ดีขึ้น คือปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนชั่วโมงนอนอย่างเดียว หากกลับไปเจอสภาพแวดล้อมเดิม ภาระเดิม ความคาดหวังเดิม หรือความรู้สึกว่าไม่มีอำนาจควบคุมงานเลย วงจรความเครียดก็อาจเริ่มใหม่ได้เร็ว การฟื้นตัวจึงมักต้องมองทั้งการพักร่างกาย วิธีจัดการงาน ขอบเขตชีวิต ความสัมพันธ์ในที่ทำงาน และสุขภาพจิตโดยรวม

3 สัญญาณหลักของ Burnout ที่ควรเริ่มสังเกตตัวเอง

เหนื่อยล้าจนรู้สึกเหมือนพลังถูกใช้หมด

ความเหนื่อยจากงานหนักหนึ่งวันมักดีขึ้นหลังได้นอนหรือหยุดพัก แต่ความเหนื่อยที่สัมพันธ์กับ Burnout อาจรู้สึกเหมือนพลังใจและพลังงานลดลงต่อเนื่อง ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น ต้องฝืนตัวเองเพื่อเริ่มงาน สมาธิสั้นลง หรือรู้สึกว่าทุกอย่างใช้แรงมากกว่าที่เคย job burnout อาจมาพร้อมความเหนื่อยทางกายหรืออารมณ์ การนอนเปลี่ยนไป ปวดศีรษะ หรือมีอาการทางท้องที่หาสาเหตุชัดเจนไม่ได้ แต่เพราะอาการเหล่านี้เกิดจากโรคอื่นได้เช่นกัน จึงไม่ควรวินิจฉัยตัวเองจากอาการเพียงข้อเดียว

เริ่มถอยห่างจากงาน หรือมองงานด้วยความรู้สึกด้านลบมากขึ้น

งานที่เคยรู้สึกมีความหมายอาจเริ่มกลายเป็นสิ่งที่อยากหลีกเลี่ยง บางคนรู้สึกเฉยชา ไม่อยากคุยกับเพื่อนร่วมงาน หงุดหงิดกับลูกค้าหรือคนรอบตัวง่ายขึ้น หรือรู้สึกว่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับงานเป็นภาระ ความรู้สึกนี้ต่างจากการมีวันที่เบื่องานเป็นครั้งคราวตรงที่มันเกิดซ้ำและเริ่มกระทบวิธีที่เรามองงานและคนรอบตัว

รู้สึกว่าตัวเองทำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิม

อีกด้านหนึ่งคือความรู้สึกว่าประสิทธิภาพลดลง ทำงานช้าลง ตัดสินใจยากขึ้น ผิดพลาดมากขึ้น หรือทำเสร็จแล้วก็ยังไม่รู้สึกภูมิใจ บางคนจึงชดเชยด้วยการทำงานนานกว่าเดิม ซึ่งยิ่งทำให้เวลาพักหายไปและวงจรเหนื่อยล้าหนักขึ้น การทำงานมากขึ้นจึงไม่ได้แปลว่าจะพาเราออกจาก Burnout ได้เสมอไป

ภาวะหมดไฟ (Burnout)

ทำไมคนที่ตั้งใจมาก คนเก่ง หรือ Perfectionist ก็หมดไฟได้

คนที่จริงจังกับงานมักมีข้อดีคือรับผิดชอบสูงและอยากทำสิ่งต่าง ๆ ให้ดี แต่เมื่อมาตรฐานที่ตั้งไว้สูงจนไม่มีพื้นที่ให้ผิดพลาด ทุกงานอาจกลายเป็นการสอบที่ต้องได้คะแนนเต็ม การพักจึงถูกมองว่าเสียเวลา ส่วนการปฏิเสธงานถูกตีความว่าเป็นการทำให้คนอื่นผิดหวัง เมื่อรูปแบบนี้เกิดซ้ำ ความสำเร็จแต่ละครั้งอาจให้ความพอใจสั้นลง ขณะที่แรงกดดันกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับ job burnout ไว้หลายอย่าง เช่น ภาระงานหนัก ชั่วโมงทำงานยาว ความไม่ชัดเจนของความคาดหวัง ความขัดแย้งในที่ทำงาน การขาดการสนับสนุน การควบคุมงานได้น้อย และปัญหา work-life balance สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าการป้องกัน Burnout ไม่ควรถูกโยนให้คนทำงาน “แข็งแรงขึ้น” เพียงฝ่ายเดียว เพราะโครงสร้างงานและวัฒนธรรมองค์กรมีส่วนสำคัญเช่นกัน

เครื่องมือ AI อาจทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น แต่ก็ทำให้คนแทรกงานเข้าไปในช่วงพัก รับงานเพิ่ม และสลับหลายงานพร้อมกันจนสมองแทบไม่มีจังหวะหยุด การมีเครื่องมือช่วยจึงไม่ได้รับประกันว่าจะเหนื่อยน้อยลง หากความคาดหวังต่อปริมาณและความเร็วเพิ่มตามไปด้วย

แล้ววัยเรียนหรือผู้ดูแลครอบครัว “หมดไฟ” ได้ไหม

ในภาษาที่เราใช้กันทั่วไป คำว่า Academic Burnout และ Caregiver Burnout พบได้บ่อย ชี้ให้เห็นว่าความเหนื่อยล้าจากแรงกดดันไม่ได้เกิดเฉพาะในออฟฟิศ วัยเรียนอาจเผชิญความคาดหวังเรื่องคะแนน การสอบ และการแข่งขันจนไม่มีพื้นที่พัก ขณะที่ผู้ดูแลสมาชิกในครอบครัวอาจทุ่มทั้งเวลา แรงกาย และแรงใจให้ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ หรือเด็กเล็ก จนความต้องการของตัวเองถูกเลื่อนไปเรื่อย ๆ

สิ่งที่ควรสื่อให้แม่นยำคือ WHO ใช้คำ Burnout ใน ICD-11 เฉพาะบริบทการทำงาน ดังนั้นอาการหมดแรงจากการเรียนหรือการดูแลคนในครอบครัวไม่ควรถูกนำไปเท่ากับการวินิจฉัย Burnout ตาม ICD-11 โดยอัตโนมัติ แต่ความเครียดเรื้อรัง ความเหนื่อยล้า ปัญหาการนอน อารมณ์ หรือความสามารถในการทำหน้าที่ที่ลดลงในกลุ่มเหล่านี้ยังเป็นเหตุผลที่ควรได้รับการประเมินและช่วยเหลือ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มกระทบการใช้ชีวิต

Burnout ต่างจากโรคซึมเศร้าอย่างไร

คำถามนี้สำคัญเพราะอาการบางอย่างทับซ้อนกันได้ เช่น เหนื่อย ไม่มีแรง นอนผิดปกติ สมาธิลดลง รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรได้ไม่ดี หรือไม่สนุกกับสิ่งที่เคยชอบ แต่ Burnout ตาม WHO ผูกกับบริบทการทำงาน ขณะที่โรคซึมเศร้าเป็นภาวะทางการแพทย์ที่สามารถกระทบอารมณ์ ความคิด ความสนใจ การนอน การกิน ความรู้สึกมีคุณค่า และการทำหน้าที่ในหลายด้านของชีวิต

เราไม่จำเป็นต้องแยกสองภาวะนี้ด้วยตัวเองให้ได้ก่อนจึงจะขอความช่วยเหลือ หากความเหนื่อยล้าและอารมณ์ตกเริ่มลามออกจากเรื่องงานไปทุกพื้นที่ของชีวิต รู้สึกสิ้นหวังต่อเนื่อง ไม่สนใจสิ่งที่เคยมีความหมาย หรือใช้ชีวิตประจำวันได้ยากขึ้น การพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจะช่วยประเมินว่ามีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ปัญหาการนอน โรคทางกาย หรือปัจจัยอื่นร่วมด้วยหรือไม่

สำหรับผู้ที่ต้องการค้นหาศูนย์รักษาเฉพาะทางของโรงพยาบาลธนบุรี สามารถดูข้อมูลได้ที่ ศูนย์รักษาเฉพาะทาง โรงพยาบาลธนบุรี

เมื่อเริ่มรู้สึกหมดไฟ ควรเริ่มดูแลตัวเองจากตรงไหน

หยุดถามว่า “ทำไมเราไม่อดทนกว่านี้” แล้วลองดูว่าอะไรใช้พลังมากที่สุด

การเริ่มต้นที่เป็นประโยชน์กว่าการตำหนิตัวเอง คือแยกให้ออกว่าอะไรเป็นตัวดูดพลัง งานมากเกินไป งานไม่ชัดเจน การต้องพร้อมตอบตลอดเวลา ความขัดแย้งในทีม ความคาดหวังที่สูงเกินจริง หรือความรู้สึกว่าไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ เมื่อเห็นต้นตอชัดขึ้น การแก้ปัญหาจะเฉพาะเจาะจงขึ้น เช่น คุยเรื่องลำดับความสำคัญของงาน ขอความชัดเจนของบทบาท ลดงานที่ไม่จำเป็น หรือกำหนดเวลาที่ไม่รับข้อความงาน

สร้าง “จุดพัก” ที่เป็นการพักจริง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนหน้าจอ

จุดพัก หรือ  Resting Points ซึ่งเป็นภาพที่เข้าใจง่าย เพราะการพักไม่จำเป็นต้องรอวันหยุดยาวเสมอไป อาจเริ่มจากช่วงสั้น ๆ ที่ไม่เช็กแชตงาน ไม่เปิดอีเมลระหว่างกินข้าว ลุกเดิน เปลี่ยนสภาพแวดล้อม หรือมีช่วงก่อนนอนที่ไม่ต้องตัดสินใจเรื่องงาน จุดสำคัญคือช่วงพักต้องไม่กลายเป็นเวลาที่สมองยังทำงานอยู่เงียบ ๆ ตลอดเวลา

กำหนดขอบเขตให้เห็นเป็นพฤติกรรม

คำว่า Set Boundaries จะมีประโยชน์เมื่อแปลงเป็นสิ่งที่ทำได้จริง เช่น ตกลงเวลาตอบข้อความหลังเลิกงาน ปิดการแจ้งเตือนบางช่วง แบ่งงานที่ต้องทำวันนี้กับงานที่รอได้ หรือบอกทีมตรง ๆ ว่าภาระปัจจุบันเต็มแล้ว การปฏิเสธไม่ได้หมายถึงไม่รับผิดชอบเสมอไป บางครั้งคือการทำให้สิ่งที่รับผิดชอบอยู่ยังมีคุณภาพ

ดูแลพื้นฐานของร่างกายให้กลับมาเป็นเรื่องสำคัญ

การนอน อาหาร การเคลื่อนไหวร่างกาย และการมีเวลาทำสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับงานอาจฟังดูธรรมดา แต่เป็นพื้นฐานที่ถูกเบียดออกไปก่อนเมื่อชีวิตแน่นเกินไป หากเหนื่อยต่อเนื่องแม้พักเพียงพอ หรือมีอาการทางกายชัดเจน ควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุอื่นด้วย เพราะความเหนื่อยล้าอาจสัมพันธ์กับภาวะทางกาย ยา ปัญหาการนอน หรือสุขภาพจิต ไม่ควรเหมารวมว่าเป็น Burnout ทุกครั้ง

องค์กรช่วยลด Burnout ได้มากกว่าการบอกให้พนักงานไปพัก

ถ้าต้นเหตุอยู่ที่งาน การแก้ปัญหาก็ควรแตะที่งานด้วย WHO ระบุปัจจัยเสี่ยงด้านจิตสังคมในงาน เช่น แรงกดดันด้านเวลา การควบคุมงานได้น้อย ชั่วโมงทำงานยาว งานเป็นกะ การขาดการสนับสนุน และการจัดงานที่ไม่เหมาะสม พร้อมเสนอแนวทางระดับองค์กร เช่น ลดภาระงาน ปรับตาราง เพิ่มการสื่อสารและการทำงานเป็นทีม

ในทางปฏิบัติ องค์กรอาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า คนในทีมมีสิทธิ์บอกได้หรือไม่ว่างานมากเกินไป การตอบข้อความนอกเวลาถูกคาดหวังแค่ไหน เป้าหมายเปลี่ยนบ่อยจนคนทำงานต้องเร่งตลอดหรือไม่ และหัวหน้ามีพื้นที่คุยเรื่องทรัพยากรจริง ๆ หรือเพียงแนะนำให้ทุกคน “บริหารเวลาให้ดีขึ้น” เพราะต่อให้พนักงานนอนครบและออกกำลังกาย หากกลับมาเจอระบบที่ใช้พลังเกินขีดจำกัดทุกวัน ปัญหาก็มีโอกาสวนกลับมา

สัญญาณแบบไหนที่ไม่ควรรอให้หายเอง

หากความเหนื่อยล้าเริ่มทำให้ไม่สามารถทำงาน เรียน ดูแลตัวเอง หรือทำหน้าที่พื้นฐานได้ ควรเข้ารับการประเมิน ไม่จำเป็นต้องรอให้แน่ใจก่อนว่าเป็น Burnout หรือโรคอื่น โดยเฉพาะเมื่อมีอาการนอนไม่หลับต่อเนื่อง อารมณ์ตกหรือสิ้นหวังมากขึ้น ใช้แอลกอฮอล์หรือสารอื่นเพื่อรับมือ หรือมีอาการทางกายที่รุนแรงและผิดปกติ

ถ้ามีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง ไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือรู้สึกว่าตัวเองอาจไม่ปลอดภัย ควรขอความช่วยเหลือทันที ติดต่อคนที่ไว้ใจและไปยังสถานพยาบาลใกล้ที่สุดหรือบริการฉุกเฉินในพื้นที่ ไม่ควรอยู่กับความคิดเหล่านี้ตามลำพัง

Burnout

การพักไม่ใช่รางวัลหลังทำทุกอย่างเสร็จ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการไปต่อ

หลายคนรอให้เคลียร์งานหมดก่อนจึงจะพัก แต่ความจริงของชีวิตคือรายการงานแทบไม่เคยหมด เมื่อการพักถูกเลื่อนไปอยู่ท้ายสุดเสมอ ร่างกายและใจก็ต้องทำหน้าที่ต่อด้วยพลังสำรอง จนวันหนึ่งสิ่งที่เคยทำได้ง่ายอาจกลายเป็นเรื่องที่ต้องฝืน

ภาวะหมดไฟไม่ได้มีคำตอบเดียว บางคนต้องพัก บางคนต้องปรับขอบเขต บางคนต้องคุยกับหัวหน้าเพื่อเปลี่ยนภาระงาน บางคนต้องประเมินโรคทางกายหรือสุขภาพจิตที่ซ้อนอยู่ และบางคนอาจต้องได้รับการดูแลจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา สิ่งสำคัญคือไม่ต้องรอให้ชีวิตหยุดทำงานก่อนจึงค่อยเริ่มดูแลตัวเอง

การสังเกตว่าเราเริ่มเหนื่อยเกินไป ไม่ได้ทำให้ความรับผิดชอบน้อยลง ตรงกันข้าม มันช่วยให้เรามีโอกาสปรับวิธีใช้พลัง ก่อนที่ความเครียดเรื้อรังจะกินพื้นที่ทั้งงาน ความสัมพันธ์ และชีวิตส่วนตัวไปมากกว่านี้

ดูข้อมูลบริการและช่องทางติดต่อของโรงพยาบาลธนบุรีได้ที่ www.thonburihospital.com

FAQ

ภาวะหมดไฟ (Burnout) เกิดขึ้นเฉพาะกับวัยทำงานเท่านั้นใช่ไหม?

ไม่เป็นความจริง ภาวะหมดไฟสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยและในทุกบทบาทชีวิต ไม่ว่าจะเป็น:

  • วัยเรียน/วัยรุ่น: จากความเครียดสะสมในการสอบ การแข่งขันทางการศึกษา และความคาดหวังจากครอบครัว
  • ผู้ดูแลสมาชิกในครอบครัว (Caregiver): ที่ต้องดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้สูงอายุ หรือเด็กเล็กอย่างต่อเนื่องจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง
  • วัยทำงาน: จากภาระงานที่หนักเกินกำลังและการขาดความสมดุลในชีวิต

ไม่ใช่โรคทางจิตเวชโดยตรงค่ะ องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ภาวะหมดไฟเป็น “ปรากฏการณ์จากการทำงาน/ภาระหน้าที่” (Occupational Phenomenon) ซึ่งเกิดจากความเครียดเรื้อรังที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม หากปล่อยไว้เป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการฟื้นฟู อาจพัฒนาไปสู่ โรคซึมเศร้า ได้

สังเกตได้จาก 3 สัญญาณหลัก ต่อไปนี้ :

  1. เหนื่อยล้าลึก: รู้สึกหมดแรงทั้งกายและใจ แม้ได้นอนหลับหรือหยุดพักผ่อนแล้วก็ยังไม่หายเหนื่อย
  2. มองโลกในแง่ร้าย/ทัศนคติลบ: เริ่มรู้สึกเฉยชา เบื่อหน่าย ไม่อยากทำหน้าที่ ไม่อยากเจอใคร หรือมองภาระหน้าที่ในแง่ร้าย
  3. ประสิทธิภาพลดลง: รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสามารถ ทำงานผิดพลาดบ่อยขึ้น และหมดความเชื่อมั่นในตัวเอง

สามารถเริ่มต้นทำได้ด้วยตัวเอง ดังนี้ :

  • ทบทวนและทำความเข้าใจปัญหา: ยอมรับความรู้สึกของตัวเองและหาปัจจัยลบที่มารบกวนจิตใจ
  • จัดจุดพักผ่อน (Resting Points): วางสเกดดูลให้มีช่วงเวลาหยุดพักอย่างจริงจัง ปลีกตัวจากสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ชั่วคราว
  • กล้าปฏิเสธ (Set Boundaries): กำหนดขอบเขตหน้าที่ ไม่รับภาระงานเกินกำลัง
  • เติมพลังกายและใจ: นอนหลับให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และหาเวลาทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย

ควรรีบพบจิตแพทย์ทันที หากพบ สัญญาณอันตราย เหล่านี้ :

  • มีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง หรือไม่อยากมีชีวิตอยู่
  • รู้สึกสิ้นหวัง ท้อแท้อย่างรุนแรงต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์
  • นอนไม่หลับเรื้อรังจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต
  • มีอาการทางกายรุนแรงโดยหาสาเหตุไม่พบ (เช่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เวียนศีรษะ)
  • ไม่สามารถทำภาระหน้าที่พื้นฐานหรือดูแลตัวเองได้เลย

References

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง