ผู้เขียน
โรงพยาบาลธนบุรี
ศูนย์รักษาที่เกี่ยวข้อง
แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง
ให้ Ai ช่วยสรุปบทความนี้
Key Takeaways
กลับจากลุยน้ำท่วมหรือทำงานในดินโคลนแล้วเริ่มมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดน่อง หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงไข้ตามฤดูกาล แต่ประวัติที่เพิ่งสัมผัสน้ำและดินเปียกชื้นทำให้ต้องนึกถึงโรคฉี่หนูด้วย โรคนี้รักษาได้ โดยการพบแพทย์เร็วและบอกประวัติเสี่ยงอย่างละเอียดช่วยให้ประเมินและเริ่มรักษาได้ทันเวลา ขณะเดียวกัน อาการคล้ายไข้เลือดออกและโรคติดเชื้ออื่น จึงไม่ควรใช้ลักษณะอาการเพียงข้อเดียววินิจฉัยตัวเอง
โรคฉี่หนู หรือเลปโตสไปโรซิส (leptospirosis) เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียในสกุล Leptospira ชื่อโรคทำให้หลายคนคิดว่าต้องเห็นหนูหรือสัมผัสหนูโดยตรงก่อนจึงจะป่วยได้ ความจริงสัตว์หลายชนิดเป็นแหล่งเชื้อได้ ทั้งหนู สุนัข โค และสุกร สัตว์ที่ติดเชื้อขับเชื้อออกมากับปัสสาวะ เมื่อปัสสาวะปนเปื้อนน้ำ ดิน หรือโคลน คนที่สัมผัสสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นก็อาจรับเชื้อเข้าไปโดยไม่รู้ตัว
เชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านรอยแผล ผิวหนังที่เปื่อยจากการแช่น้ำนาน หรือเยื่อบุตา จมูก และปาก การเดินลุยน้ำจึงเป็นความเสี่ยงที่เห็นภาพง่าย แต่การทำสวน เก็บเกี่ยว ทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด หรือว่ายน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติที่ปนเปื้อนก็เกี่ยวข้องได้ น้ำใสไม่ได้ยืนยันว่าปลอดเชื้อ และการไม่เห็นหนูก็ไม่ได้ตัดความเสี่ยงออก
หลังรับเชื้อ อาการมักเริ่มในช่วงประมาณ 5–14 วัน แต่ระยะฟักตัวอาจสั้นเพียง 2 วันหรือยาวถึง 30 วัน บางคนไม่แสดงอาการ บางคนมีอาการไม่มาก ขณะที่บางคนป่วยหนักได้ คนที่ลุยน้ำเมื่อหลายวันก่อนจึงควรเล่าเหตุการณ์นั้นให้แพทย์ฟัง แม้วันป่วยจะไม่ได้ตรงกับวันที่สัมผัสน้ำทันที
อาการที่พบได้คือไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะน่องหรือหลังล่าง บางคนมีตาแดง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเสีย อาการปวดน่องและตาแดงช่วยให้แพทย์นึกถึงโรคนี้มากขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกคนต้องมีครบ และไม่มีอาการใดอาการหนึ่งที่ยืนยันโรคได้ด้วยตัวเอง หากมีไข้หลังลุยน้ำ ย่ำโคลน หรือสัมผัสปัสสาวะสัตว์ ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว พร้อมบอกวันและลักษณะการสัมผัส
ตัวเหลืองตาเหลือง ปัสสาวะน้อยลงมาก หายใจเหนื่อยหรือหอบ ไอมีเลือด เลือดออกผิดปกติ ซึม สับสน หรืออ่อนแรงมาก เป็นเหตุให้ต้องรับการประเมินฉุกเฉิน โรคฉี่หนูอาจกระทบไต ตับ ปอด เยื่อหุ้มสมอง หรือระบบไหลเวียนเลือดได้ การรอให้มีตัวเหลืองก่อนจึงค่อยไปตรวจอาจช้าเกินไป หากอาการทรุดเร็วให้ไปห้องฉุกเฉินทันที
เกษตรกร คนทำงานในนาข้าวหรือฟาร์ม คนเก็บขยะ ช่างล้างท่อ ผู้ทำงานเกี่ยวกับสัตว์ และผู้เก็บกวาดหลังน้ำท่วมมีโอกาสสัมผัสน้ำหรือดินปนเปื้อนบ่อย ผู้พักอาศัยในพื้นที่น้ำขัง รวมถึงผู้เล่นน้ำในลำธารหรือกิจกรรมกลางแจ้งก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ความเสี่ยงขึ้นกับลักษณะการสัมผัสและการป้องกัน ไม่ได้จำกัดอยู่ที่อาชีพใดอาชีพหนึ่ง เด็กหรือผู้สูงอายุที่เดินผ่านน้ำท่วมหน้าบ้านก็อาจสัมผัสเชื้อได้
หากมีแผลที่เท้า การใส่รองเท้าแตะยังเปิดโอกาสให้น้ำสัมผัสผิวโดยตรง แม้ไม่มีแผลให้เห็น ผิวหนังที่เปื่อยจากการแช่น้ำก็เป็นช่องทางรับเชื้อได้ ควรเลี่ยงการลุยน้ำเมื่อทำได้ และสวมรองเท้าบูตกับถุงมือที่เหมาะกับงานเมื่อต้องสัมผัสน้ำหรือโคลน
แพทย์จะเริ่มจากประวัติอาการและประวัติสัมผัสเสี่ยง ตรวจร่างกาย แล้วพิจารณาตรวจเลือดและปัสสาวะเพื่อดูผลกระทบต่ออวัยวะ การตรวจหาเชื้อด้วยวิธี PCR หรือการตรวจภูมิคุ้มกันอาจใช้ตามช่วงเวลาของโรคและความพร้อมของห้องปฏิบัติการ ผลตรวจครั้งแรกที่ยังไม่พบเชื้อไม่ได้ตัดโรคเสมอไป เพราะความแม่นยำของวิธีตรวจเปลี่ยนไปตามวันที่เริ่มป่วย แพทย์อาจนัดตรวจซ้ำหรือประเมินโรคอื่นร่วมด้วย
การรักษาหลักคือยาปฏิชีวนะที่แพทย์เลือกตามความรุนแรง อายุ การตั้งครรภ์ โรคร่วม และข้อห้ามใช้ยา รายที่อาการไม่รุนแรงอาจรับประทานยา ส่วนรายที่ป่วยหนักอาจต้องให้ยาทางหลอดเลือดและรับไว้ในโรงพยาบาล หากสงสัยโรคสูง แพทย์อาจเริ่มรักษาโดยไม่รอผลยืนยัน ผู้ป่วยที่มีไตทำงานผิดปกติหรือหายใจล้มเหลวอาจต้องได้รับการดูแลประคับประคอง เช่น การฟอกไตหรือเครื่องช่วยหายใจตามข้อบ่งชี้
หากป่วยหลังสัมผัสน้ำท่วม สามารถเข้ารับการประเมินที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือดูข้อมูลการตรวจรักษาที่ ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลธนบุรี
เริ่มจากไม่เดินลุยน้ำหรือแช่น้ำโดยไม่จำเป็น หากต้องทำงานในพื้นที่เปียกชื้น ให้ใส่รองเท้าบูตและถุงมือที่ไม่รั่ว ปิดแผลให้มิดชิดด้วยวัสดุกันน้ำ และพยายามไม่ให้น้ำกระเด็นเข้าตาหรือปาก เมื่อเสร็จงานให้ล้างผิวหนังด้วยสบู่และน้ำสะอาด ถอดเสื้อผ้าเปียกและทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้ ถ้าแผลสัมผัสน้ำสกปรก ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดและดูแลแผลอย่างเหมาะสม
ในบ้านควรเก็บอาหารและน้ำดื่มให้มิดชิด จัดการเศษอาหาร ขยะ และแหล่งที่อยู่อาศัยของหนู หากพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ให้ใช้น้ำดื่มที่ปลอดภัยและระวังอาหารที่อาจปนเปื้อน ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินป้องกันเองหลังลุยน้ำ เพราะการใช้ยาเพื่อป้องกันต้องพิจารณารายกรณีโดยบุคลากรทางการแพทย์ การล้างตัวทันทีช่วยลดการสัมผัสต่อเนื่อง แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่ป่วย จึงควรเฝ้าสังเกตอาการในช่วง 30 วันหลังเหตุการณ์เสี่ยง
จดวันที่ลุยน้ำหรือสัมผัสดินโคลน รวมถึงเวลาที่เริ่มมีไข้ อาการที่ตามมา และยาที่กินอยู่ แล้วไปพบแพทย์โดยเร็ว บอกให้ชัดว่าเคยลุยน้ำท่วม ทำงานในนา ทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด หรือเล่นน้ำธรรมชาติ ประวัติเหล่านี้มีค่าต่อการวินิจฉัยพอ ๆ กับการบอกว่าไข้สูงแค่ไหน หากมีอาการหอบ ปัสสาวะน้อย ตัวเหลือง หรือซึม ไม่ต้องรอนัด
ระหว่างรอพบแพทย์ให้พักผ่อนและดื่มน้ำตามความเหมาะสม หากมีโรคไตหรือข้อจำกัดเรื่องน้ำให้ทำตามคำแนะนำเดิมของแพทย์ เลี่ยงการกินยาแก้ปวดกลุ่มไอบูโพรเฟนหรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์เองในผู้ที่อาจมีภาวะขาดน้ำ ไตผิดปกติ หรือเลือดออก และอย่าใช้ยาปฏิชีวนะที่เหลืออยู่แทนการตรวจ หากต้องการข้อมูลบริการเพิ่มเติม ดู เว็บไซต์โรงพยาบาลธนบุรี
เรื่องที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การจำชื่อเชื้อให้ได้ แต่คือการเชื่อม “ไข้หลังสัมผัสน้ำหรือโคลน” เข้ากับความเสี่ยงที่ต้องบอกแพทย์ โรคฉี่หนูมีตั้งแต่อาการไม่มากไปจนถึงภาวะรุนแรงที่กระทบหลายอวัยวะ การป้องกันการสัมผัสและการเข้ารับการตรวจเร็วเมื่อเริ่มมีอาการช่วยลดโอกาสพลาดช่วงเวลารักษาที่สำคัญ
อาการติดเชื้อจากคนสู่คนพบได้น้อยมากอย่างยิ่ง โดยทั่วไปโรคฉี่หนูจะติดต่อจากการสัมผัสสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำ ดิน หรือโคลนที่ปนเปื้อนปัสสาวะของสัตว์พาหะโดยตรง การอยู่ร่วมกับผู้ป่วยจึงไม่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ ยกเว้นกรณีที่มีการสัมผัสปัสสาวะของผู้ป่วยโดยตรงขณะที่มีบาดแผลเปิด
มีโอกาสติดเชื้อได้ เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียเล็ปโตสไปราสามารถผ่านเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุตา เยื่อบุช่องปาก และเยื่อบุจมูกได้โดยไม่จำเป็นต้องมีบาดแผล หากโดนน้ำท่วมขังกระเด็นใส่ ควรรีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือปราศจากเชื้อ และบ้วนปากทำความสะอาดทันที
ไม่แนะนำให้รับประทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น Ibuprofen, Naproxen) หรือแอสไพรินเองเด็ดขาด เนื่องจากเชื้อโรคฉี่หนูอาจส่งผลให้มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ เลือดออกง่าย และทำให้เกิดการอักเสบที่ไต การทานยากลุ่มนี้จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดเลือดออกในทางเดินอาหารและซ้ำเติมให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ หากมีอาการปวดควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
โรคฉี่หนูสามารถรักษาให้หายขาดได้หากได้รับยาปฏิชีวนะที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรกของการติดเชื้อ ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงมักจะอาการดีขึ้นภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์หลังได้รับยา แต่หากมีอาการรุนแรงหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวาย หรือตับอักเสบ อาจต้องใช้เวลารักษาและฟื้นฟูร่างกายนานหลายสัปดาห์ถึงเป็นเดือน
สามารถติดได้ หากบริเวณเท้ามีบาดแผลขนาดเล็ก แผลถลอก รอยขีดข่วน หรือแม้กระทั่งผิวหนังที่เปื่อยจากการแช่น้ำ เชื้อแบคทีเรียที่มีขนาดเล็กมากจะสามารถไชผ่านเข้าสู่รอยแยกของผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือดได้ การสวมรองเท้าแตะเดินลุยน้ำจึงมีความเสี่ยงสูง ควรรีบล้างเท้าด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันทีหลังขึ้นจากน้ำ
โปรแกรมตรวจภูมิแพ้ Skin Test และ IgE 45 ชนิด
วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
โปรแกรมตรวจสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ Active Senior 60+
แพ็กเกจตรวจสุขภาพผู้ป่วยเบาหวาน
แพ็กเกจ TMS กระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็ก
วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี สำหรับผู้ใหญ่