การคัดกรองมะเร็งในผู้ชาย เริ่มตรวจเมื่อไรดี

ผู้เขียน

โรงพยาบาลธนบุรี

การคัดกรองมะเร็งในผู้ชาย

ให้ Ai ช่วยสรุปบทความนี้

ก่อนเลือกตรวจ ควรเข้าใจก่อนว่าการคัดกรองมะเร็งคืออะไร

การคัดกรองมะเร็งเป็นการตรวจในคนที่ยังไม่มีอาการสงสัยของมะเร็งชนิดนั้น ส่วนผู้ที่มีอาการผิดปกติอยู่แล้ว เช่น ถ่ายเป็นเลือด ไอเป็นเลือด หรือคลำพบก้อน ควรพบแพทย์เพื่อประเมินหาสาเหตุโดยตรง ไม่ควรรอให้ถึงอายุหรือรอบตรวจคัดกรอง

อีกเรื่องที่ควรเข้าใจคือ ผลคัดกรองผิดปกติยังไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งเสมอไป แพทย์อาจต้องตรวจซ้ำ ตรวจภาพถ่ายทางการแพทย์ หรือเก็บชิ้นเนื้อเพิ่มเติม ในทางกลับกัน ผลปกติก็ไม่ได้รับรองว่าจะไม่มีมะเร็งทุกชนิด หรือจะไม่เกิดโรคขึ้นในอนาคต

การตรวจยังมีข้อจำกัด เช่น ผลบวกลวงที่ทำให้ต้องตรวจเพิ่มเติม ผลลบลวงที่ทำให้เข้าใจว่าไม่มีโรค และการพบมะเร็งบางชนิดที่เติบโตช้ามากจนอาจไม่ก่อปัญหาตลอดชีวิต แต่กลับนำไปสู่การรักษาที่มีผลข้างเคียง การเลือกตรวจจึงต้องชั่งประโยชน์กับผลเสียร่วมกัน

เมื่อเข้าใจเรื่องนี้ การอ่านรายการตรวจสุขภาพจะง่ายขึ้น เพราะเราไม่จำเป็นต้องมองหาชุดตรวจที่มีรายการมากที่สุด แต่ควรถามให้ชัดว่าแต่ละรายการตรวจเพื่ออะไร และเหมาะกับความเสี่ยงของเราหรือไม่

การคัดกรองมะเร็งในผู้ชายควรเริ่มตอนอายุเท่าไร

การคัดกรองมะเร็งในผู้ชายควรเริ่มตอนอายุเท่าไร

ไม่มีอายุเริ่มตรวจเพียงตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับมะเร็งทุกชนิด การวางแผนควรแยกตามอวัยวะและประวัติสุขภาพ โดยมีจุดเริ่มต้นในการพูดคุยดังนี้

  • มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง: แนวทางสากลหลายฉบับแนะนำให้ผู้มีความเสี่ยงทั่วไปเริ่มคัดกรองตั้งแต่อายุ 45 ปี ส่วนผู้มีประวัติครอบครัวหรือโรคที่เพิ่มความเสี่ยงอาจต้องเริ่มเร็วกว่านั้น
  • มะเร็งต่อมลูกหมาก: ควรพูดคุยเรื่องประโยชน์และข้อจำกัดของการตรวจ PSA กับแพทย์ โดยอายุเริ่มพูดคุยขึ้นอยู่กับแนวทางที่ใช้และระดับความเสี่ยง
  • มะเร็งปอด: พิจารณาการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์รังสีต่ำในผู้ที่เข้าเกณฑ์ความเสี่ยง โดยดูอายุ ปริมาณบุหรี่สะสม และประวัติการเลิกสูบ
  • มะเร็งตับ: พิจารณาการเฝ้าระวังในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้มีตับแข็ง หรือผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังบางกลุ่ม ไม่ได้กำหนดให้ผู้ชายทุกคนเริ่มตรวจเมื่อถึงอายุเดียวกัน

อายุเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ แพทย์ยังต้องพิจารณาสุขภาพโดยรวม ผลตรวจเดิม และความพร้อมในการตรวจหรือรักษาต่อหากพบความผิดปกติด้วย

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง เริ่มคุยเรื่องตรวจได้แม้ยังขับถ่ายปกติ

หลายคนคิดว่าต้องมีอาการท้องผูก ถ่ายเป็นเลือด หรือปวดท้องก่อนจึงค่อยตรวจลำไส้ แต่การคัดกรองมีบทบาทตั้งแต่ยังไม่มีอาการ เพราะมะเร็งลำไส้ใหญ่บางส่วนพัฒนามาจากติ่งเนื้อ การค้นพบและนำติ่งเนื้อบางชนิดออกจึงช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งในอนาคตได้ด้วย

สำหรับผู้มีความเสี่ยงทั่วไป  แนะนำการคัดกรองช่วงอายุ 45–75 ปี ส่วนอายุ 76–85 ปีให้พิจารณาเป็นรายบุคคล โดยดูสุขภาพ ประวัติการตรวจที่ผ่านมา และความต้องการของผู้รับการตรวจ

ตรวจอุจจาระด้วย FIT เป็นทางเลือกที่เริ่มได้สะดวก

FIT หรือ Fecal Immunochemical Test เป็นการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระที่อาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ผู้รับการตรวจเก็บตัวอย่างตามคำแนะนำของสถานพยาบาล แล้วส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ

สิ่งที่ต้องรู้คือ FIT ไม่ได้ตรวจเห็นก้อนหรือติ่งเนื้อโดยตรง และผลบวกไม่ได้ยืนยันว่าเป็นมะเร็ง แต่เป็นเหตุให้ต้องประเมินต่อ โดยทั่วไปต้องส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ไม่ควรเลือกตรวจ FIT ซ้ำเพื่อใช้ลบล้างผลบวกครั้งแรกแล้วหยุดการตรวจ

ความถี่ของ FIT ขึ้นอยู่กับแนวทางและระบบบริการที่ใช้ จึงควรถามกำหนดนัดครั้งถัดไปให้ชัดเจน และทำต่อเนื่องตามแผน เพราะการตรวจเพียงครั้งเดียวไม่สามารถทดแทนการคัดกรองระยะยาวได้

ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ช่วยตรวจดูและจัดการติ่งเนื้อบางชนิดได้

การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ หรือ Colonoscopy ทำให้แพทย์ตรวจดูเยื่อบุภายในลำไส้ หากพบติ่งเนื้อบางชนิดอาจนำออกระหว่างการตรวจ และส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้

ในผู้มีความเสี่ยงทั่วไป หากผลตรวจปกติและคุณภาพการตรวจเหมาะสม อาจเว้นช่วงได้ประมาณ 10 ปี แต่ถ้าพบติ่งเนื้อ เตรียมลำไส้ได้ไม่สะอาด หรือมีความเสี่ยงเฉพาะ แพทย์อาจนัดเร็วขึ้น การส่องกล้องมีความเสี่ยง เช่น เลือดออกหรือผนังลำไส้ทะลุ แม้พบไม่บ่อย จึงต้องประเมินความเหมาะสมก่อนตรวจ

หากพ่อ แม่ พี่น้อง หรือลูกเคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะเมื่ออายุน้อย ควรแจ้งแพทย์พร้อมอายุที่ญาติได้รับการวินิจฉัย เพราะข้อมูลนี้อาจเปลี่ยนทั้งอายุเริ่มตรวจและวิธีตรวจที่เหมาะสม

 

มะเร็งต่อมลูกหมาก ตรวจ PSA เมื่อไร ต้องตัดสินใจร่วมกัน

การตรวจ PSA เป็นเรื่องที่ผู้ชายมักได้ยินเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน แต่ไม่ควรมองว่าเป็นรายการตรวจที่ทุกคนต้องทำทุกปีโดยอัตโนมัติ เพราะแม้การตรวจอาจช่วยค้นพบมะเร็งได้เร็วขึ้น ก็มีโอกาสพบความผิดปกติที่นำไปสู่การตรวจเพิ่มเติมหรือการรักษาที่ไม่จำเป็นในบางราย

American Cancer Society แนะนำให้เริ่มพูดคุยเพื่อประกอบการตัดสินใจ ดังนี้

  • อายุ 50 ปี: ผู้ชายที่มีความเสี่ยงทั่วไป และคาดว่าจะมีชีวิตต่ออีกอย่างน้อย 10 ปี
  • อายุ 45 ปี: ผู้ชายความเสี่ยงสูง เช่น มีพ่อหรือพี่น้องชายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากก่อนอายุ 65 ปี
  • อายุ 40 ปี: ผู้ชายที่มีความเสี่ยงสูงมาก เช่น มีญาติสายตรงมากกว่าหนึ่งคนเป็นโรคนี้ตั้งแต่อายุน้อย

ตัวเลขเหล่านี้เป็นอายุสำหรับเริ่มพูดคุยตามแนวทางดังกล่าว ไม่ใช่ข้อกำหนดว่าทุกคนต้องเจาะเลือดทันทีเมื่อถึงอายุ และแนวทางของแต่ละองค์กรอาจต่างกันได้

ค่า PSA สูง ยังสรุปไม่ได้ว่าเป็นมะเร็ง

PSA เป็นโปรตีนที่สร้างจากต่อมลูกหมาก ระดับในเลือดอาจสูงขึ้นจากมะเร็ง แต่ก็เพิ่มได้จากภาวะอื่น เช่น ต่อมลูกหมากโตหรือการอักเสบ แพทย์จึงต้องแปลผลร่วมกับอายุ อาการ ประวัติสุขภาพ และปัจจัยที่อาจรบกวนผลตรวจ

หากผลผิดปกติ ขั้นตอนถัดไปอาจเป็นการตรวจซ้ำ ประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติม ตรวจ MRI หรือพิจารณาตัดชิ้นเนื้อ ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี ไม่ใช่ทุกคนที่มีค่า PSA สูงต้องได้รับการรักษามะเร็งทันที

ส่วนการตรวจต่อมลูกหมากทางทวารหนัก หรือ DRE แพทย์อาจใช้ประกอบการประเมิน แต่ไม่ควรถือเป็นวิธีคัดกรองเดี่ยวที่ทดแทนการประเมินทั้งหมดได้

ก่อนไปตรวจ ลองเตรียมคำถามว่า “ถ้าค่าผิดปกติจะต้องตรวจอะไรต่อ” และ “ผลตรวจจะเปลี่ยนแผนดูแลอย่างไร” เพื่อให้การตัดสินใจสอดคล้องกับทั้งความเสี่ยงและความต้องการของตัวเอง

มะเร็งปอด ประวัติสูบบุหรี่สำคัญกว่าการดูอายุอย่างเดียว

การคัดกรองมะเร็งปอดที่มีหลักฐานสนับสนุนในกลุ่มเสี่ยงคือ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกแบบรังสีต่ำ หรือ Low-dose CT: LDCT คำว่า Low-dose หมายถึงการใช้รังสีต่ำ ไม่ใช่การตรวจที่มีความละเอียดต่ำ

ตามแนวทาง USPSTF ผู้ที่ควรพิจารณาตรวจ LDCT ทุกปีคือผู้มีคุณสมบัติครบดังนี้

  • อายุ 50–80 ปี
  • มีประวัติสูบบุหรี่สะสมอย่างน้อย 20 pack-years
  • ยังสูบบุหรี่ หรือเลิกสูบมาไม่เกิน 15 ปี

Pack-years คำนวณจากจำนวนซองที่สูบต่อวันคูณจำนวนปี โดยหนึ่งซองเท่ากับ 20 มวน เช่น วันละหนึ่งซองนาน 20 ปี หรือวันละครึ่งซองนาน 40 ปี เท่ากับ 20 pack-years เหมือนกัน เกณฑ์ของแต่ละองค์กรอาจแตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องระยะเวลาหลังเลิกสูบ จึงควรให้แพทย์ประเมินตามแนวทางที่ใช้

พบจุดหรือก้อนในปอด ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งทุกครั้ง

LDCT อาจพบจุดเล็ก ๆ ที่เกิดจากสาเหตุอื่น ทำให้บางรายต้องติดตามภาพถ่ายหรือรับการตรวจเพิ่มเติม ก่อนตรวจจึงควรเข้าใจทั้งโอกาสได้ประโยชน์และความเป็นไปได้ที่จะต้องติดตามผล

ผู้ไม่สูบบุหรี่ก็เกิดมะเร็งปอดได้ แต่ยังไม่ควรนำเกณฑ์ของผู้สูบบุหรี่มาใช้กับทุกคนโดยตรง หากมีประวัติครอบครัวหรือความเสี่ยงจากการทำงาน ควรปรึกษาแพทย์เป็นรายบุคคล และหากมีอาการสงสัยอยู่แล้วควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัย โดยไม่รอให้เข้าเกณฑ์คัดกรอง

มะเร็งตับ ต้องเริ่มจากรู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่

การเฝ้าระวังมะเร็งตับมีความสำคัญในผู้มีความเสี่ยง เช่น ผู้มีตับแข็ง และผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังบางกลุ่ม แพทย์จะพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งอายุ ประวัติครอบครัว สภาพตับ และความเหมาะสมในการรักษาหากพบโรค

การตรวจในกลุ่มเสี่ยงมักใช้อัลตราซาวนด์ตับร่วมกับการตรวจเลือด AFP ตามแนวทางและดุลยพินิจแพทย์ โดยมักติดตามประมาณทุก 6 เดือน การตรวจ AFP เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะยืนยันหรือ排除มะเร็งตับ เพราะบางคนเป็นมะเร็งแต่ค่าไม่สูง และบางคนค่าสูงจากโรคตับอื่นได้

หากทราบว่าตัวเองเป็นไวรัสตับอักเสบ อย่ารอให้มีอาการปวดชายโครงหรืออ่อนเพลียก่อนค่อยกลับไปพบแพทย์ ควรถามให้ชัดว่าจำเป็นต้องเฝ้าระวังมะเร็งตับหรือไม่ และนัดติดตามเมื่อใด ส่วนผู้ที่ยังไม่ทราบสถานะไวรัสตับอักเสบ สามารถปรึกษาแพทย์ว่าควรตรวจหาเชื้อหรือภูมิคุ้มกันตามประวัติของตัวเองอย่างไร

มะเร็งผิวหนังและมะเร็งชนิดอื่น ควรเลือกตรวจตามเหตุผลเฉพาะบุคคล

การตรวจคัดกรองมะเร็งผิวหนังทั่วร่างกายเป็นประจำในคนทั่วไปที่ไม่มีอาการ ยังมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะสรุปสมดุลระหว่างประโยชน์กับผลเสียตามการประเมินของ USPSTF แต่ข้อสรุปนี้ไม่ได้หมายความว่าควรมองข้ามรอยโรคที่เปลี่ยนแปลง

หากมีไฝที่ขนาด รูปร่าง หรือสีเปลี่ยนไป มีรอยโรคแตกต่างจากจุดอื่นอย่างชัดเจน หรือมีแผลผิดปกติ ควรให้แพทย์ตรวจ ผู้มีประวัติมะเร็งผิวหนังส่วนตัวหรือในครอบครัวควรได้รับการประเมินแยกจากคนทั่วไป

สำหรับมะเร็งชนิดอื่น เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร การพิจารณาตรวจควรอาศัยประวัติครอบครัว โรคเดิม และความเสี่ยงเฉพาะ ไม่จำเป็นต้องนำมารวมเป็นรายการตรวจประจำสำหรับผู้ชายทุกคน

การตรวจเลือดหลายรายการก็ไม่ได้หมายถึงการตรวจมะเร็งครบทุกอวัยวะ หากเห็นคำว่า “สารบ่งชี้มะเร็ง” ในรายการตรวจ ควรถามถึงบทบาทของแต่ละตัว เพราะการตรวจบางชนิดเหมาะกับการติดตามโรคที่ทราบแล้ว มากกว่าการค้นหามะเร็งในคนทั่วไปที่ไม่มีอาการ

เตรียมข้อมูลก่อนไปตรวจ ช่วยให้เลือกการคัดกรองได้ตรงจุด

ก่อนนัดตรวจสุขภาพ ลองใช้เวลาสั้น ๆ รวบรวมข้อมูลต่อไปนี้ไว้ในโทรศัพท์หรือสมุดบันทึก

  1. ประวัติมะเร็งในครอบครัว ระบุว่าใครเป็นมะเร็งชนิดใด และได้รับการวินิจฉัยตอนอายุเท่าไร
  2. ประวัติสูบบุหรี่ จำนวนมวนต่อวัน จำนวนปีที่สูบ และปีที่เลิก
  3. โรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคตับ ไวรัสตับอักเสบ โรคลำไส้อักเสบ และประวัติติ่งเนื้อ
  4. ผลตรวจครั้งก่อน เช่น รายงานส่องกล้อง ผลชิ้นเนื้อ ค่า PSA หรือภาพ CT ปอด
  5. ยาที่ใช้อยู่ รวมถึงยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด และอาหารเสริม
  6. อาการที่เพิ่งเกิดขึ้น แม้จะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ควรแจ้งแพทย์

ไม่จำเป็นต้องงดอาหารหรือหยุดยาทุกครั้งก่อนตรวจ เพราะแต่ละวิธีมีการเตรียมตัวต่างกัน ควรขอคำแนะนำจากสถานพยาบาลโดยตรง และไม่หยุดยาประจำเอง โดยเฉพาะเมื่อกำลังเตรียมส่องกล้องหรือทำหัตถการ

หลังตรวจ ควรทราบให้ครบทั้งผลตรวจ ความหมาย ขั้นตอนถัดไป และวันนัดครั้งใหม่ หากยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากแพทย์สาขาใด สามารถติดต่อ โรงพยาบาลธนบุรี เพื่อสอบถามช่องทางประเมินและนัดหมายที่เหมาะสม

หากมีอาการผิดปกติ อย่ารอรอบตรวจสุขภาพประจำปี

หากมีอาการผิดปกติ อย่ารอรอบตรวจสุขภาพประจำปี

แม้จะตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ หากเกิดอาการใหม่หรืออาการเดิมเป็นต่อเนื่อง ก็ควรกลับไปพบแพทย์ อาการที่ควรแจ้ง ได้แก่ ถ่ายเป็นเลือด พฤติกรรมขับถ่ายเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง ไอเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด คลำพบก้อน หรือมีน้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ

อาการเหล่านี้เกิดได้จากหลายสาเหตุและไม่ได้ยืนยันว่าเป็นมะเร็ง แต่ควรตรวจหาคำอธิบาย ไม่ควรใช้ผลตรวจปกติเมื่อหลายเดือนก่อนมารับรองว่าอาการปัจจุบันไม่มีความสำคัญ

หากพบความผิดปกติที่ต้องประเมินด้านมะเร็งต่อ สามารถศึกษาข้อมูลการดูแลได้ที่ ศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลธนบุรี โดยการเลือกตรวจและการรักษาจะขึ้นอยู่กับข้อมูลของผู้รับบริการแต่ละราย

วันที่ยังแข็งแรงเหมาะกับการเริ่มวางแผนดูแลตัวเอง

การคัดกรองมะเร็งในผู้ชายเริ่มต้นได้จากบทสนทนาธรรมดา ๆ กับแพทย์ว่า ตอนนี้อายุเท่านี้ มีประวัติสุขภาพแบบนี้ ควรตรวจอะไร และอะไรที่ยังไม่จำเป็นต้องตรวจ

สำหรับบางคน ขั้นตอนแรกอาจเป็นการตรวจอุจจาระ สำหรับบางคนอาจเป็นการทบทวนประวัติสูบบุหรี่ หรือกลับไปติดตามโรคตับให้ต่อเนื่อง ส่วนผู้ที่มีประวัติมะเร็งในครอบครัว การถามรายละเอียดจากญาติให้ครบก็ช่วยให้วางแผนได้ดีขึ้นมาก

ไม่จำเป็นต้องรอให้รู้สึกป่วยก่อนจึงเริ่มใส่ใจเรื่องนี้ การมีแผนตรวจที่เข้าใจได้และติดตามต่อเนื่อง ช่วยให้รู้ว่าควรทำอะไรในวันนี้ และควรกลับมาประเมินอีกครั้งเมื่อใด

FAQ

ผู้ชายไม่มีอาการและไม่มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง จำเป็นต้องตรวจคัดกรองหรือไม่

ยังควรประเมินการคัดกรองตามอายุและความเสี่ยง เพราะการไม่มีประวัติครอบครัวไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์ ตัวอย่างเช่น การคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่มีคำแนะนำสำหรับผู้มีความเสี่ยงทั่วไปด้วย ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้มีญาติเป็นโรค

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าต้องตรวจมะเร็งทุกชนิด แพทย์จะเลือกจากอายุ ประวัติสุขภาพ พฤติกรรม และผลตรวจเดิม ผู้ชายที่ไม่สูบบุหรี่อาจไม่เข้าเกณฑ์ LDCT ขณะที่ผู้มีโรคตับอาจต้องเฝ้าระวังมะเร็งตับเป็นพิเศษ แผนที่เหมาะสมจึงต่างกันได้แม้อายุเท่ากัน

อายุ 40 ปีเหมาะกับการทบทวนความเสี่ยงและวางแผนล่วงหน้า แต่ยังไม่มีรายการตรวจเดียวที่ทุกคนต้องทำเหมือนกัน หากมีญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่อายุน้อย อาจจำเป็นต้องเริ่มคัดกรองเร็วกว่ากลุ่มทั่วไป ส่วนผู้มีประวัติมะเร็งต่อมลูกหมากในญาติสายตรงหลายคนอาจควรเริ่มพูดคุยเรื่อง PSA ตั้งแต่วัยนี้

ข้อมูลที่ควรเตรียมคือชนิดมะเร็งของญาติ ความสัมพันธ์ทางสายเลือด และอายุที่เริ่มป่วย หากไม่มีความเสี่ยงพิเศษ แพทย์อาจแนะนำติดตามสุขภาพและกำหนดเวลาประเมินในอนาคต แทนการตรวจหลายรายการทันที

ไม่เพียงพอที่จะใช้แทนการคัดกรองมะเร็งที่เหมาะสมทั้งหมด สารบ่งชี้มะเร็งบางชนิดเพิ่มขึ้นจากภาวะที่ไม่ใช่มะเร็งได้ และมะเร็งบางรายก็ไม่ได้ทำให้ค่าดังกล่าวสูง

การเลือกวิธีตรวจต้องตรงกับโรคและหลักฐานสนับสนุน เช่น การตรวจอุจจาระหรือส่องกล้องสำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ และ LDCT สำหรับมะเร็งปอดในผู้เข้าเกณฑ์ ส่วน PSA ต้องแปลผลในบริบทของแต่ละคน การได้รับผลเลือดปกติจึงไม่ใช่เหตุให้ข้ามการตรวจอื่นที่แพทย์แนะนำ หรือมองข้ามอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นภายหลัง

อาจยังควรได้รับการประเมิน เพราะต้องพิจารณาทั้งอายุ ปริมาณบุหรี่สะสม และระยะเวลาหลังเลิกสูบ ตามเกณฑ์ USPSTF ผู้มีอายุ 50–80 ปี สูบบุหรี่สะสมอย่างน้อย 20 pack-years และเลิกมาไม่เกิน 15 ปี ยังอยู่ในกลุ่มที่แนะนำให้พิจารณา LDCT ทุกปี

หากเลิกสูบมานานกว่านั้น ควรปรึกษาแพทย์เป็นรายบุคคล เพราะแนวทางของแต่ละองค์กรมีรายละเอียดต่างกัน และสุขภาพโดยรวมก็มีผลต่อการตัดสินใจด้วย หากมีอาการ เช่น ไอเป็นเลือด ต้องพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโดยตรง ไม่ใช้เกณฑ์คัดกรองเป็นเงื่อนไขในการเข้ารับการตรวจ

ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกชนิดทุกปี ความถี่ขึ้นอยู่กับวิธีตรวจและความเสี่ยง เช่น การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ที่ปกติในผู้มีความเสี่ยงทั่วไปอาจเว้นได้ประมาณ 10 ปี ขณะที่การตรวจอุจจาระต้องทำซ้ำถี่กว่า ส่วน LDCT ในผู้เข้าเกณฑ์มักเป็นการตรวจทุกปี

สำหรับ PSA แพทย์อาจปรับระยะติดตามตามค่าที่ตรวจพบและระดับความเสี่ยง ส่วนการเฝ้าระวังมะเร็งตับในกลุ่มเสี่ยงมักมีรอบติดตามประมาณ 6 เดือน จึงควรเก็บผลตรวจและบันทึกวันนัดให้ชัดเจน หากมีอาการใหม่ระหว่างรอนัด ควรพบแพทย์ก่อนกำหนด ไม่ต้องรอให้ครบรอบ

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

บทความอื่นๆ