การผ่าตัดต่อมทอนซิล  และ/หรือ  ต่อมอะดีนอยด์

ผู้เขียน

โรงพยาบาลธนบุรี

การผ่าตัดต่อมทอนซิล และ/หรือ ต่อมอะดีนอยด์

ให้ Ai ช่วยสรุปบทความนี้

ต่อมทอนซิลกับอะดีนอยด์อยู่ตรงไหน และทำไมจึงเป็นปัญหาได้

ต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์เป็นเนื้อเยื่อน้ำเหลืองที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันบริเวณทางเดินหายใจส่วนบน ต่อมทอนซิลที่คนทั่วไปคุ้นเคย คือก้อนเนื้อสองข้างบริเวณด้านข้างของคอ เมื่ออ้าปากอาจมองเห็นได้ ส่วนอะดีนอยด์อยู่ด้านหลังโพรงจมูก จึงมองไม่เห็นจากการอ้าปากตรวจทั่วไป การประเมินอาจต้องอาศัยเครื่องมือเพิ่มเติมตามที่แพทย์เห็นเหมาะสม

ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ขนาดอย่างเดียว ต่อมที่ดูใหญ่ในคนหนึ่งอาจยังไม่ทำให้เกิดปัญหาชัดเจน ขณะที่อีกคนอาจมีอาการอุดกั้นหรือการติดเชื้อซ้ำจนกระทบการนอนและการกิน แพทย์จึงต้องอ่านอาการร่วมกับการตรวจ ไม่ควรใช้ภาพในอินเทอร์เน็ตหรือการส่องคอด้วยตัวเองเป็นข้อสรุปว่าจะต้องผ่าตัด

หากมีอาการเรื้อรัง สามารถดูข้อมูลและบริการของศูนย์หู คอ จมูก โรงพยาบาลธนบุรี เพื่อเริ่มต้นปรึกษาเรื่องการตรวจหาสาเหตุได้ที่ https://www.thonburihospital.com/center/ear-nose-throat-center/

อาการแบบไหนควรคุยกับแพทย์เรื่องการผ่าตัด

เจ็บคอและต่อมทอนซิลอักเสบซ้ำจนชีวิตสะดุด

การเจ็บคอครั้งเดียวมักยังไม่ใช่เหตุผลให้ผ่าตัด สิ่งที่ต้องพิจารณาคือความถี่ ความรุนแรง ผลการวินิจฉัย และผลกระทบต่อชีวิต เช่น ต้องหยุดเรียนบ่อย กินอาหารไม่ได้ หรือกลับมาป่วยซ้ำแม้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมแล้ว การจดวันที่ป่วย ระยะเวลามีไข้ ผลตรวจ และยาที่ได้รับ ช่วยให้แพทย์เห็นภาพมากกว่าคำว่าเป็นบ่อย

แนวทางสำหรับเด็กของ AAO-HNSF ระบุว่าอาจพิจารณาผ่าตัดเมื่อมีการติดเชื้อในคออย่างน้อย 7 ครั้งในปีที่ผ่านมา หรืออย่างน้อยปีละ 5 ครั้งติดต่อกัน 2 ปี หรืออย่างน้อยปีละ 3 ครั้งติดต่อกัน 3 ปี โดยต้องมีข้อมูลการเจ็บคอแต่ละครั้งในเวชระเบียน และมีหลักฐานประกอบ เช่น ไข้สูงกว่า 38.3 องศาเซลเซียส ต่อมน้ำเหลืองคอโต มีสารคัดหลั่งบนทอนซิล หรือผลตรวจเชื้อสเตรปโตคอคคัสกลุ่มเอเป็นบวก

เกณฑ์นี้ใช้ประกอบการตัดสินใจในเด็ก ไม่ใช่สูตรให้ทุกคนตัดสินใจผ่าตัดเอง หากยังไม่ถึงเกณฑ์ แพทย์มักพิจารณาติดตามอาการ แต่ประวัติฝีรอบทอนซิลซ้ำหรือปัจจัยเฉพาะบางอย่างอาจทำให้แผนต่างออกไป สำหรับผู้ใหญ่ต้องประเมินตามปัญหาและบริบทของผู้ป่วยแต่ละคน

นอนกรนร่วมกับอาการที่ชวนสงสัยการอุดกั้นขณะหลับ

เสียงกรนควรได้รับความสนใจมากขึ้นเมื่อมีช่วงหายใจสะดุด หยุดหายใจแล้วเฮือก หรือนอนกระสับกระส่ายร่วมด้วย ในเด็ก บางครอบครัวอาจสังเกตว่าลูกพักผ่อนไม่เต็มที่ มีปัญหาพฤติกรรม หรือเรียนได้ไม่ดีเท่าเดิม แต่สิ่งเหล่านี้มีได้หลายสาเหตุ จึงต้องตรวจให้ชัดก่อนโยงกับต่อมทอนซิลหรืออะดีนอยด์

เมื่อเนื้อเยื่อที่โตมีส่วนทำให้ทางเดินหายใจอุดกั้น การผ่าตัดอาจช่วยเปิดพื้นที่ให้หายใจดีขึ้น แพทย์อาจแนะนำการตรวจการนอนหลับหรือ Sleep Test เพื่อประเมินการหายใจและความรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลจากอาการกับการตรวจยังไม่ตรงกัน หรือมีปัจจัยเสี่ยงร่วม เช่น โรคอ้วน

การเอาต่อมออกไม่รับประกันว่าภาวะหยุดหายใจขณะหลับจะหายทุกคน บางรายยังต้องติดตามหรือรักษาปัจจัยอื่นร่วมด้วย ครอบครัวจึงควรถามแพทย์ตั้งแต่ก่อนผ่าตัดว่าจะประเมินผลหลังรักษาอย่างไร

คัดจมูกเรื้อรัง หายใจทางปาก หรือมีปัญหาหูร่วมด้วย

อะดีนอยด์ที่โตอาจเกี่ยวข้องกับการหายใจผ่านจมูกลำบาก การหายใจทางปาก และปัญหาหูบางชนิด เช่น น้ำในหูชั้นกลางหรือหูติดเชื้อบ่อย อย่างไรก็ตาม คัดจมูกไม่ได้เกิดจากอะดีนอยด์เสมอไป จึงควรให้แพทย์แยกสาเหตุก่อนเลือกการรักษา

การบอกเพียงว่าลูกเป็นหวัดบ่อยอาจยังไม่พอ ลองเล่าว่าคัดจมูกตลอดเวลาหรือเฉพาะช่วงป่วย หายใจทางปากขณะตื่นด้วยหรือไม่ และเคยมีอาการได้ยินไม่ชัดหรือไม่ รายละเอียดในชีวิตประจำวันเหล่านี้ช่วยให้การตรวจมีทิศทางมากขึ้น

ก่อนตกลงผ่าตัด แพทย์ต้องประเมินอะไรบ้าง

แพทย์จะซักประวัติการติดเชื้อ การหายใจขณะหลับ การกิน และโรคประจำตัว ร่วมกับการตรวจช่องปาก จมูก และบริเวณที่เกี่ยวข้อง การตรวจเลือด ภาพถ่ายรังสี หรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจทำตามความจำเป็น ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนต้องตรวจเหมือนกันทั้งหมด

คำถามที่ควรได้คำตอบก่อนตัดสินใจ ได้แก่ ปัญหาหลักอยู่ที่ทอนซิล อะดีนอยด์ หรือทั้งสองตำแหน่ง มีทางเลือกอื่นที่เหมาะสมหรือไม่ ประโยชน์ที่คาดหวังคืออะไร และมีความเสี่ยงเฉพาะตัวอะไรต้องระวัง การเข้าใจเหตุผลของแผนรักษาช่วยให้เตรียมตัวได้จริง มากกว่ารู้เพียงชื่อหัตถการ

หากต้องการเลือกแพทย์เพื่อปรึกษา สามารถใช้หน้าค้นหาแพทย์ของโรงพยาบาลธนบุรีที่ https://www.thonburihospital.com/doctorsearch/ และสอบถามตารางตรวจผ่านช่องทางของโรงพยาบาลก่อนเดินทาง

อาการแบบไหนควรคุยกับแพทย์เรื่องการผ่าตัด

เตรียมตัวก่อนผ่าตัดให้พร้อมทั้งร่างกายและคนดูแล

แจ้งยา โรคประจำตัว และประวัติที่อาจเกี่ยวกับเลือดออก

ควรนำรายการยาทั้งหมดไปให้แพทย์ดู รวมถึงยาซื้อเอง วิตามิน สมุนไพร และอาหารเสริม แจ้งประวัติแพ้ยา โรคประจำตัว เลือดออกง่าย รวมถึงประสบการณ์ดมยาสลบที่เคยมีปัญหา ยาบางชนิดอาจต้องปรับก่อนผ่าตัด แต่ไม่ควรหยุดแอสไพริน ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดเอง เพราะการหยุดยาอาจมีความเสี่ยงจากโรคเดิมได้

ถ้ามีฟันโยก ฟันปลอม หรือฟันที่อาจได้รับผลกระทบจากเครื่องมือ ควรแจ้งทีมรักษาด้วย ผู้ที่ใช้เสียงเป็นอาชีพ เช่น นักร้อง นักพากย์ หรือครู ควรคุยเรื่องเสียงและช่วงเวลาที่เหมาะกับการกลับไปใช้งานก่อนวันผ่าตัด

งดน้ำและอาหารตามคำสั่งของวิสัญญีแพทย์

การงดน้ำและอาหารก่อนดมยาสลบช่วยลดความเสี่ยงจากการสำลัก แต่เวลาเริ่มงดอาจต่างกันตามชนิดอาหาร เครื่องดื่ม อายุ และเงื่อนไขของผู้ป่วย จึงต้องใช้คำสั่งเฉพาะจากทีมวิสัญญี ไม่กำหนดเวลาเองจากข้อมูลทั่วไป

ผู้ปกครองควรถามให้ชัดว่าดื่มอะไรได้ถึงเวลาใด นมถือเป็นน้ำใสหรือไม่ และยาประจำตัวในเช้าวันผ่าตัดต้องกินอย่างไร หากเด็กเผลอกินหรือดื่มหลังเวลาที่กำหนด ให้แจ้งทีมรักษาตรงไปตรงมา เพื่อให้ประเมินความปลอดภัยก่อนดำเนินการ

วางแผนวันพักและการดูแลที่บ้าน

ก่อนถึงวันผ่าตัด ควรเตรียมผู้ดูแล การเดินทางกลับ อาหารที่กินง่าย และเวลาหยุดเรียนหรือหยุดงานให้เหมาะกับแผนของแพทย์ หากมีไข้ ไอมาก หรือสงสัยการติดเชื้อทางเดินหายใจใกล้วันนัด ควรแจ้งโรงพยาบาล เพราะอาจต้องประเมินใหม่หรือเลื่อนผ่าตัด

สำหรับเด็ก การอธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายช่วยให้ร่วมมือได้ เช่น บอกว่าจะมีทีมดูแลให้หลับระหว่างรักษา และหลังตื่นอาจเจ็บคอที่ต้องค่อย ๆ ดื่มน้ำ หลีกเลี่ยงการสัญญาว่าไม่เจ็บเลย เพราะความคาดหวังที่ตรงกับสิ่งที่จะพบช่วยให้ดูแลกันได้ง่ายกว่า

ผ่าตัดผ่านทางปาก แล้วต้องนอนโรงพยาบาลกี่วัน

การผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์โดยทั่วไปทำภายใต้การดมยาสลบ แพทย์เข้าถึงบริเวณผ่าตัดผ่านช่องปาก จึงไม่มีแผลเปิดภายนอกที่คอ ในรายที่มีปัญหาทั้งสองตำแหน่งอาจทำร่วมกันในครั้งเดียว แต่ไม่ได้จำเป็นต้องเอาออกทั้งสองต่อมเสมอไป

หลังผ่าตัด ทีมรักษาจะเฝ้าดูการหายใจ เลือดออก อาการปวด และความสามารถในการดื่มน้ำก่อนอนุญาตให้กลับบ้าน ระยะพักในโรงพยาบาลขึ้นอยู่กับชนิดการผ่าตัด อายุ โรคประจำตัว และความเสี่ยง ผู้ป่วยบางรายกลับได้วันเดียวกัน บางรายต้องพักประมาณ 1–2 วันหรือมากกว่านั้น จึงควรถามแผนของตนเองก่อนนัดผ่าตัด

การกลับบ้านได้ไม่ได้แปลว่าแผลหายแล้ว ช่วงแรกยังต้องมีคนช่วยดูแล สังเกตอาการ และพามาตรวจตามนัด โดยเฉพาะเด็กที่บอกอาการเจ็บหรือเลือดออกได้ไม่ชัด

หลังผ่าตัด อาการไหนพบได้และควรดูแลอย่างไร

เจ็บคอ กลืนลำบาก และฝ้าสีขาวบริเวณแผล

หลังผ่าตัดทอนซิลอาจเจ็บคอและกลืนลำบากอยู่หลายวัน บริเวณแผลอาจเห็นเป็นฝ้าสีขาวซึ่งเกิดระหว่างการสมานแผล ไม่ควรใช้นิ้วหรืออุปกรณ์เขี่ยออก การเห็นฝ้าขาวอย่างเดียวไม่ใช่เหตุผลให้ซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง หากมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วยควรให้ทีมรักษาประเมิน

บางรายอาจรู้สึกเจ็บร้าวไปหู คอ หรือกรามได้ ระยะและระดับความปวดแตกต่างกัน หากกินยาตามแผนแล้วปวดยังมากจนดื่มไม่ได้ หรืออาการแย่ลง ควรติดต่อโรงพยาบาล ไม่ปล่อยให้การขาดน้ำตามมา

ดื่มน้ำทีละน้อยและเลือกอาหารที่กลืนไหว

หลังกลับบ้าน การดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ หากเจ็บจนไม่อยากดื่ม ให้ค่อย ๆ จิบน้ำทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เลือกอาหารเนื้อนุ่มและอุณหภูมิที่กินสบายตามคำแนะนำของทีมรักษา เช่น โจ๊กที่ไม่ร้อนจัด ซุป หรืออาหารอ่อนชนิดอื่นที่ผู้ป่วยรับได้ ไม่จำเป็นต้องกินแต่ไอศกรีม

ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ระคายแผล เช่น ของร้อนจัด แข็งกรอบ หรือรสจัดในช่วงที่ยังเจ็บ และค่อย ๆ เพิ่มอาหารตามความสามารถในการกลืนกับแผนของแพทย์ การผ่าตัดอะดีนอยด์อย่างเดียวอาจมีคำแนะนำต่างจากการผ่าตัดทอนซิลร่วมด้วย จึงไม่ควรนำแผนของคนอื่นมาใช้แทนแผนตนเอง

ใช้ยาและทำความสะอาดช่องปากตามแผน

ใช้ยาแก้ปวดตามเวลาและขนาดที่แพทย์กำหนด โดยเฉพาะเด็กที่ต้องใช้ขนาดยาตามน้ำหนัก อย่าปรับยา สลับยา หรือเพิ่มยาจากคนในครอบครัวเอง หากผู้ป่วยกินยาไม่ได้ให้สอบถามทีมรักษาเพื่อปรับวิธีดูแล การควบคุมปวดช่วยให้ดื่มและกินได้ดีขึ้น

แปรงฟันอย่างนุ่มนวลและดูแลช่องปากตามคำแนะนำ หลีกเลี่ยงการบ้วนปากแรงหรือสัมผัสแผล งดขากเสมหะและสั่งน้ำมูกแรงในช่วงที่แพทย์กำหนด รวมถึงงดออกแรงหนัก ยกของหนัก หรือเล่นกีฬาจนกว่าจะได้รับคำแนะนำให้กลับไปทำได้

เลือดออกและหายใจลำบากหลังผ่าตัด ต้องไปโรงพยาบาลทันที

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรู้ก่อนกลับบ้านคือเลือดออกจากแผล แม้ผ่านวันผ่าตัดไปแล้วก็ยังเกิดได้ระหว่างแผลกำลังหาย หากมีเลือดแดงสดออกจากปากหรือจมูก อาเจียนเป็นเลือด หรือสงสัยว่าเด็กกำลังกลืนเลือด ให้ไปโรงพยาบาลทันที แม้เลือดจะหยุดไปเองแล้วก็ควรได้รับการประเมิน ไม่รอดูว่าจะออกมากขึ้นหรือไม่

หากหายใจลำบากชัดเจน มีอาการเขียว หรือซึมผิดปกติ ควรรับการดูแลฉุกเฉินเช่นกัน ส่วนอาการดื่มน้ำไม่ได้ ปัสสาวะน้อยลงมาก ไข้สูง หรือปวดจนควบคุมไม่ได้ เป็นเหตุให้ติดต่อทีมรักษาโดยเร็ว อย่าเหมารวมว่าเป็นอาการปกติของคนเพิ่งผ่าตัด

ในภาวะฉุกเฉินให้ไปโรงพยาบาลใกล้ที่สุด ไม่ต้องรอให้ถึงสถานพยาบาลที่ผ่าตัด ส่วนการติดต่อทีมรักษาและนัดติดตามของโรงพยาบาลธนบุรี ดูได้ที่ https://www.thonburihospital.com/contact-us/

พักฟื้นนานแค่ไหน และควรกลับมาตรวจเมื่อไร

หากผ่าตัดทอนซิล ควรเผื่อเวลาพักฟื้นประมาณ 10–14 วัน และบางคน โดยเฉพาะผู้ใหญ่ อาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น ส่วนการผ่าตัดอะดีนอยด์อย่างเดียวมักมีช่วงฟื้นตัวสั้นกว่าและอาจใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ ทั้งหมดต้องปรับตามอาการและคำแนะนำของแพทย์ ไม่ใช้จำนวนวันเป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว

ก่อนกลับไปเรียน ทำงาน หรือออกกำลังกาย ควรดูว่าดื่มและกินได้เพียงพอหรือยัง มีเลือดออกหรือไม่ และกิจกรรมนั้นต้องออกแรงแค่ไหน งานที่ต้องพูดทั้งวันหรือยกของหนักอาจต้องวางแผนต่างจากงานนั่งโต๊ะ ให้ถามแพทย์ถึงเงื่อนไขการกลับไปทำกิจกรรมของตนเอง

การนัดติดตามช่วยให้แพทย์ดูการสมานแผล ทบทวนอาการ และฟังผลชิ้นเนื้อหากมีการส่งตรวจ ในผู้ที่ผ่าตัดเพราะปัญหาการนอน ต้องประเมินผลการหายใจหลังรักษาด้วย หากยังกรนหรือมีช่วงหายใจสะดุด ควรแจ้งแพทย์ ไม่สรุปว่าการผ่าตัดไม่ได้ผลจากเสียงกรนในช่วงแรกที่แผลยังบวม และไม่ปล่อยอาการต่อเนื่องโดยไม่ติดตาม

การผ่าตัดต่อมทอนซิล และ/หรือ ต่อมอะดีนอยด์

การตัดสินใจที่ดีเริ่มจากรู้ว่าอยากแก้ปัญหาอะไร

เมื่อการเจ็บคอซ้ำหรือการหายใจขณะหลับเริ่มกระทบชีวิต การคุยกับแพทย์ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคำถามว่าจะผ่าตัดดีไหมเสมอไป ลองเริ่มจากเล่าให้ชัดว่าอาการทำให้เสียการนอน การกิน หรือวันเรียนวันทำงานอย่างไร แล้วให้ผลตรวจช่วยอธิบายว่าต่อมทอนซิลหรืออะดีนอยด์เกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน

หากมีข้อบ่งชี้ การผ่าตัดอาจช่วยลดปัญหาที่รบกวนอยู่ได้ แต่ผลลัพธ์ที่ดีต้องอาศัยการเตรียมตัว การดูแลช่วงพักฟื้น และการติดตามอาการด้วย ผู้ป่วยและครอบครัวควรกลับบ้านพร้อมแผนยาที่เข้าใจ รายการอาการอันตราย และช่องทางติดต่อที่ใช้ได้จริง สามารถเริ่มสอบถามบริการผ่าน https://www.thonburihospital.com/

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง