ผู้เขียน
โรงพยาบาลธนบุรี
ให้ Ai ช่วยสรุปบทความนี้
ผู้ป่วยมะเร็งเป็นกลุ่มที่หลายคนนึกถึง แต่การดูแลแบบประคับประคองยังเกี่ยวข้องกับโรคร้ายแรงอื่น เช่น หัวใจล้มเหลว โรคปอดเรื้อรังรุนแรง โรคไตเรื้อรัง โรคทางระบบประสาท และภาวะสมองเสื่อม ความจำเป็นของการดูแลขึ้นอยู่กับอาการ ผลกระทบต่อชีวิต และภาระที่ผู้ป่วยกับครอบครัวเผชิญ ไม่ได้ใช้ชื่อโรคหรืออายุเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว
ครอบครัวอาจเริ่มสังเกตจากเรื่องใกล้ตัว เช่น ผู้ป่วยต้องตื่นเพราะเหนื่อยหลายครั้งในคืนเดียว กินอาหารได้ลดลง ทำกิจวัตรที่เคยทำได้ยากขึ้น หรือเข้าโรงพยาบาลซ้ำจนแผนชีวิตเปลี่ยนตลอดเวลา ข้อมูลเหล่านี้ควรเล่าให้ทีมรักษาฟังตามจริง โดยไม่ต้องรอให้เรียบเรียงเป็นศัพท์ทางการแพทย์
ผู้สูงอายุที่มีหลายโรคร่วมกันอาจมีความต้องการแตกต่างจากผู้ป่วยวัยทำงาน บางคนอยากลดการเดินทาง บางคนอยากประคองแรงให้ทำกิจกรรมที่ชอบ การถามว่าในช่วงนี้อะไรสำคัญกับผู้ป่วยที่สุด ช่วยให้ครอบครัวเริ่มบทสนทนาได้ชัดกว่าการถามเพียงว่าจะรักษาต่อหรือไม่
ทีมรักษาจะประเมินทั้งลักษณะอาการ ความรุนแรง และผลกระทบต่อชีวิต ตัวอย่างเช่น ปวดบริเวณใด เกิดช่วงไหน ขยับแล้วปวดเพิ่มหรือไม่ และยาที่ใช้อยู่ช่วยได้นานเท่าใด ผู้ดูแลอาจจดข้อมูลสั้น ๆ ไว้ก่อนพบแพทย์ เพื่อให้การปรับแผนมีรายละเอียดมากกว่าคำว่า ปวดเหมือนเดิม
การบรรเทาอาการอาจใช้ยา การปรับท่า การดูแลช่องปาก การจัดสภาพแวดล้อม หรือการรักษาบางอย่างตามสาเหตุและเป้าหมายของผู้ป่วย แต่ละวิธีต้องพิจารณาประโยชน์และภาระที่เกิดขึ้นร่วมกัน ไม่ใช่ทุกอาการต้องแก้ด้วยวิธีเดียว และไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เหมือนกัน
บางครั้งผู้ป่วยเงียบเพราะไม่อยากทำให้คนในบ้านกังวล ส่วนญาติก็เงียบเพราะกลัวว่าการพูดถึงโรคจะทำให้ผู้ป่วยเสียกำลังใจ จึงอาจเริ่มจากคำถามที่ไม่เร่งให้ตอบ เช่น วันนี้มีเรื่องไหนทำให้ไม่สบายใจมากที่สุด หรืออยากให้เราช่วยเรื่องใดก่อน
การฟังไม่จำเป็นต้องจบด้วยคำปลอบทุกครั้ง ผู้ป่วยอาจต้องการคนที่ยอมรับว่าช่วงนี้ยากจริง ๆ หากมีความเศร้า วิตกกังวล หรือการนอนที่เปลี่ยนไปจนรบกวนชีวิต ควรแจ้งทีมรักษาเพื่อประเมินและช่วยเหลือ ไม่ควรสรุปว่าเป็นเรื่องที่ผู้ป่วยต้องอดทนเอง
แผนที่ดีบนกระดาษอาจทำได้ยากหากผู้ดูแลหลักต้องออกไปทำงาน ไม่มีคนช่วยช่วงกลางคืน หรือบ้านมีข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เรื่องเหล่านี้ควรพูดคุยตั้งแต่ต้น ทั้งผู้รับผิดชอบยา การเดินทาง ค่าใช้จ่าย และคนที่สามารถช่วยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
ครอบครัวอาจแบ่งหน้าที่ให้ชัด คนหนึ่งดูแลรายการยา อีกคนประสานนัดหมาย และอีกคนช่วยเรื่องอาหารหรือค่าใช้จ่าย ไม่จำเป็นต้องให้คนเดียวทำทุกอย่าง หากมีปัญหาเรื่องสิทธิการรักษาหรือทรัพยากร ควรสอบถามเจ้าหน้าที่ของสถานพยาบาลถึงช่องทางช่วยเหลือที่มีจริงในพื้นที่
จิตวิญญาณไม่ได้จำกัดเฉพาะศาสนา อาจเป็นความผูกพันกับคนในบ้าน ความรู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่า หรือเรื่องที่อยากสะสาง บางคนอยากฟังเพลงเดิม อยากพบเพื่อน หรืออยากพูดบางอย่างกับลูก สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ทีมดูแลเข้าใจผู้ป่วยในฐานะคนคนหนึ่ง
ควรถามก่อนว่าผู้ป่วยต้องการอะไร และยอมรับด้วยหากเขายังไม่อยากคุย ไม่จำเป็นต้องบังคับให้ทุกคนเตรียมใจในรูปแบบเดียวกัน ความเชื่อของครอบครัวอาจต่างจากผู้ป่วยได้ การรับฟังความต้องการของเจ้าตัวจึงเป็นส่วนสำคัญของการดูแล
Advance Care Planning หรือ ACP คือกระบวนการพูดคุยและวางแผนการดูแลในอนาคต โดยสำรวจความเข้าใจเรื่องโรค สิ่งที่ผู้ป่วยให้คุณค่า และความต้องการหากวันหนึ่งไม่สามารถสื่อสารได้ เป็นบทสนทนาที่กลับมาทบทวนได้ ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจทุกเรื่องในการนัดครั้งเดียว
เริ่มจากเรื่องชีวิตได้ก่อนเรื่องเครื่องมือแพทย์ เช่น ผู้ป่วยอยากอยู่ใกล้ใคร อยากรักษาความสามารถด้านใดไว้ และกลัวอะไรที่สุด จากนั้นจึงให้แพทย์อธิบายว่าการรักษาแต่ละทางเลือกมีโอกาสช่วยอย่างไร มีความเสี่ยงหรือภาระอะไร และสถานการณ์ใดที่ควรเปลี่ยนแผน
หากจะคุยเรื่องการกู้ชีพ การใส่ท่อช่วยหายใจ การฟอกไต หรือการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤต ควรขอคำอธิบายที่สัมพันธ์กับโรคของผู้ป่วยโดยตรง คำตอบสำหรับคนหนึ่งอาจไม่เหมาะกับอีกคน การตัดสินใจจึงควรอาศัยข้อมูลทางการแพทย์และความต้องการของผู้ป่วยร่วมกัน
การจดสิ่งที่คุยไว้ ระบุคนที่ผู้ป่วยไว้วางใจให้ช่วยสื่อสาร และแจ้งทีมรักษาช่วยให้ข้อมูลไม่กระจัดกระจาย เมื่อโรคเปลี่ยนหรือผู้ป่วยเปลี่ยนความต้องการ ควรนัดทบทวนและแจ้งผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกคนใช้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน
ACP เป็นกระบวนการพูดคุยที่ครอบคลุมความต้องการหลายด้าน ส่วน Living Will เป็นหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรับบริการสาธารณสุขในสถานการณ์ที่กฎหมายกำหนด ในประเทศไทยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 รับรองสิทธิในการทำหนังสือดังกล่าว สำหรับบริการที่เพียงยืดการตายในวาระสุดท้าย หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย [4]
Living Will ไม่ใช่พินัยกรรมแบ่งทรัพย์สิน และไม่ใช่การขอให้แพทย์ทำให้เสียชีวิต การมีหนังสือแสดงเจตนาไม่ได้ทำให้การบรรเทาปวด การดูแลความสบาย หรือการช่วยเหลือครอบครัวสิ้นสุดลง การนำหนังสือไปใช้ต้องพิจารณาภาวะทางการแพทย์และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ใช้ปฏิเสธการรักษาทุกชนิดโดยอัตโนมัติ
ก่อนทำเอกสาร ควรอ่านคำอธิบายให้เข้าใจและปรึกษาทีมรักษาหากไม่แน่ใจในคำศัพท์ จากนั้นแจ้งคนในบ้านว่ามีเอกสาร เก็บสำเนาในที่หาได้ และนำไปให้สถานพยาบาลบันทึกตามขั้นตอนที่กำหนด การเขียนไว้แต่ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหนอาจทำให้สื่อสารความต้องการได้ยากในเวลาจำเป็น
ผู้สนใจดูตัวอย่างและช่องทางจัดทำได้ที่ e Living Will ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และสอบถามวิธีส่งเอกสารให้ทีมรักษาผ่าน ช่องทางติดต่อโรงพยาบาลธนบุรี
การอยู่บ้านอาจช่วยให้ผู้ป่วยได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย แต่ต้องประเมินความเหมาะสมร่วมกับทีมรักษา ทั้งอาการ ความพร้อมของผู้ดูแล อุปกรณ์ และระบบติดตาม บริการเยี่ยมบ้านหรือการดูแลทางไกลมีขอบเขตต่างกันตามสถานพยาบาลและพื้นที่ ไม่ควรถือว่าทุกแห่งให้บริการได้ตลอดเวลา
ก่อนกลับบ้าน ลองให้ผู้ดูแลอธิบายรายการยาและวิธีใช้กลับให้ทีมฟัง เพื่อเช็กว่าตรงกันหรือไม่ ถามให้ชัดว่ายาตัวไหนใช้ประจำ ตัวไหนใช้เมื่อมีอาการ และเมื่อกลืนยาไม่ได้ต้องติดต่อใคร หากมีอุปกรณ์ควรฝึกใช้จริง พร้อมรู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากที่ไหนเมื่ออุปกรณ์มีปัญหา
อีกเรื่องที่ควรมีคือแผนเมื่ออาการเปลี่ยน ผู้ดูแลต้องรู้ว่าอาการใดติดต่อทีมประจำได้ อาการใดต้องประเมินเร่งด่วน และเป้าหมายการรักษาที่ตกลงไว้มีผลต่อการส่งโรงพยาบาลอย่างไร หากมีเหตุรุนแรงเฉียบพลันโดยยังไม่มีแผนชัดเจน เช่น หายใจลำบากมากหรือปลุกไม่ตื่น ควรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที
สอบถามการประเมินก่อนกลับบ้านและขอบเขตบริการที่เกี่ยวข้องได้ผ่าน ติดต่อโรงพยาบาลธนบุรี โดยแจ้งโรคของผู้ป่วย พื้นที่พักอาศัย และความต้องการของครอบครัว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประสานข้อมูลที่ตรงกับสถานการณ์
คนที่ดูแลผู้ป่วยอาจจำเวลาให้ยาได้แม่นกว่าจำว่าตนเองกินข้าวครั้งล่าสุดเมื่อไร ความเหนื่อยสะสมทำให้สมาธิลดลงและรับมือกับอารมณ์ได้ยาก การบอกว่าไม่ไหวในบางวันเป็นข้อมูลสำคัญต่อแผนดูแล ไม่ใช่หลักฐานว่าใส่ใจผู้ป่วยน้อยลง
ครอบครัวอาจเริ่มจากแบ่งช่วงเวลาพักที่ทำได้จริง จัดคนช่วยดูแลระหว่างไปทำธุระ และมีรายการงานที่ส่งต่อได้ หากนอนไม่หลับต่อเนื่อง รู้สึกสิ้นหวัง หรือความเครียดกระทบชีวิต ควรปรึกษาบุคลากรสุขภาพ การดูแลผู้ป่วยจะต่อเนื่องได้ดีขึ้นเมื่อความต้องการของผู้ดูแลถูกมองเห็นด้วย
หลังการสูญเสีย บางคนอยากพูดถึงผู้ป่วยบ่อย ๆ บางคนอยากเงียบสักระยะ การรับมือแตกต่างกันได้ หากความเศร้ารบกวนการกิน การนอน หรือการทำงานอย่างมาก ควรขอความช่วยเหลือ การดูแลครอบครัวจึงเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางประคับประคอง ไม่ได้จบเพียงวันที่ผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล
สำหรับคนที่อยู่กับโรคร้ายแรง ความต้องการในวันนี้อาจเป็นเพียงนอนให้หลับ กินอาหารได้สักเล็กน้อย หรือมีแรงคุยกับคนในบ้าน การรับฟังเรื่องเหล่านี้ช่วยให้การดูแลมีเป้าหมายที่ผู้ป่วยสัมผัสได้จริง และช่วยให้ครอบครัวรู้ว่าจะเริ่มช่วยจากตรงไหน
หากยังไม่แน่ใจว่าจะพูดเรื่องประคับประคองอย่างไร ลองเริ่มจากเล่าอาการและสิ่งที่กังวลให้แพทย์ฟัง แล้วถามว่ามีส่วนใดของการดูแลที่เพิ่มเข้ามาได้บ้าง การวางแผนล่วงหน้าไม่ต้องเสร็จในวันเดียว แต่ควรเริ่มในวันที่ผู้ป่วยยังมีโอกาสอธิบายความต้องการด้วยตนเอง
ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถสอบถามแนวทางนัดหมายและประสานการดูแลผ่าน โรงพยาบาลธนบุรี หรือ หน้าติดต่อโรงพยาบาลธนบุรี เพื่อเริ่มพูดคุยกับทีมรักษาที่เหมาะสม
ไม่จำเป็น การดูแลแบบประคับประคองสามารถทำร่วมกับการรักษาโรคหลักได้ เช่น ผู้ป่วยมะเร็งอาจยังรับการรักษาที่เหมาะกับโรค พร้อมกับได้รับความช่วยเหลือด้านอาการและความเครียด การเปลี่ยนหรือหยุดการรักษาบางอย่างต้องพิจารณาแยกตามประโยชน์ ความเสี่ยง และเป้าหมายของผู้ป่วย [2]
หากแพทย์เสนอให้ปรึกษาทีมประคับประคอง ควรถามว่าในกรณีนี้ทีมจะช่วยเรื่องใด การรักษาเดิมยังดำเนินอย่างไร และจะประเมินผลเมื่อไร คำถามเหล่านี้ช่วยให้ครอบครัวเข้าใจแผนโดยไม่ตีความจากชื่อบริการเพียงอย่างเดียว
มอร์ฟีนเป็นยากลุ่มโอปิออยด์ที่ใช้บรรเทาความปวดรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาใช้บรรเทาอาการหายใจลำบากในบางกรณีของการดูแลประคับประคอง โดยเลือกขนาดยาและติดตามอาการเป็นรายบุคคล เป้าหมายของการให้ยาคือบรรเทาความทุกข์ ไม่ใช่เร่งให้เสียชีวิต แต่ไม่ควรกล่าวว่ายานี้ไม่มีความเสี่ยง [1, 6]
ยาอาจทำให้ง่วง คลื่นไส้ ท้องผูก และกดการหายใจ โดยเฉพาะเมื่อใช้ไม่เหมาะสมหรือร่วมกับยาบางชนิด การใช้ต่อเนื่องอาจทำให้ร่างกายพึ่งพายา ซึ่งไม่ใช่สิ่งเดียวกับการเสพติด แต่ความเสี่ยงด้านการเสพติดก็ต้องได้รับการประเมิน ห้ามเพิ่ม ลด หรือหยุดยาเอง หากง่วงผิดปกติ ปลุกยาก หรือหายใจช้าลงมาก ควรขอความช่วยเหลือเร่งด่วนและแจ้งรายการยาทั้งหมดให้ทีมรักษาทราบ
อยู่บ้านได้ในบางกรณี หากอาการและความพร้อมเอื้ออำนวย โดยต้องมีแผนดูแลที่เหมาะสม ความต้องการของผู้ป่วยสำคัญ แต่ควรพิจารณาความสามารถของผู้ดูแลและบริการที่เข้าถึงได้ด้วย การกลับบ้านไม่ควรหมายถึงครอบครัวต้องรับมือโดยไม่มีข้อมูลหรือคนให้ปรึกษา
ก่อนตัดสินใจ ให้ถามเรื่องการติดตาม การจัดหายา อุปกรณ์ เบอร์ติดต่อ และการส่งกลับโรงพยาบาลเมื่อจำเป็น หากดูแลที่บ้านแล้วเริ่มไม่ปลอดภัยหรือผู้ดูแลรับภาระไม่ไหว สามารถปรึกษาเพื่อปรับสถานที่และรูปแบบการดูแลได้ โดยไม่ต้องรู้สึกว่าผิดจากความตั้งใจเดิม
ไม่จำเป็น การดูแลแบบประคับประคองพิจารณาจากความต้องการด้านสุขภาพและอาการของผู้ป่วย ส่วน Living Will เป็นเครื่องมือสื่อสารเจตนาในสถานการณ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้ที่ยังไม่พร้อมทำเอกสารสามารถเริ่มคุยเรื่องความต้องการกับครอบครัวและทีมรักษาได้ก่อน
หากสนใจทำหนังสือ ควรขอให้แพทย์อธิบายทางเลือกที่เกี่ยวกับโรคของตนเองและอ่านแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ความต้องการอาจเปลี่ยนได้ จึงควรทบทวนเอกสารและแจ้งฉบับที่เป็นปัจจุบันให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ การทำเอกสารไม่ควรเกิดจากการกดดันให้เลือกตามความต้องการของคนอื่น
ความครอบคลุมขึ้นอยู่กับสิทธิ สถานพยาบาล เงื่อนไขการส่งต่อ และประเภทบริการ ไม่ควรสรุปว่าบัตรทอง ประกันสังคม สิทธิข้าราชการ หรือประกันเอกชนจ่ายทุกรายการเหมือนกัน โดยเฉพาะบริการที่บ้าน อุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายนอกสถานพยาบาล
ครอบครัวควรขอแผนบริการและประมาณการค่าใช้จ่าย แล้วสอบถามฝ่ายสิทธิการรักษาหรือบริษัทประกันให้ชัดว่ารายการใดใช้สิทธิได้ ต้องมีเอกสารหรืออนุมัติก่อนหรือไม่ และส่วนใดต้องชำระเอง หากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ให้แจ้งทีมรักษาตั้งแต่ต้น เพื่อร่วมกันวางแผนที่ครอบครัวทำได้ต่อเนื่อง
โปรแกรมตรวจภูมิแพ้ Skin Test และ IgE 45 ชนิด
วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
โปรแกรมตรวจสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ Active Senior 60+
แพ็กเกจตรวจสุขภาพผู้ป่วยเบาหวาน
แพ็กเกจ TMS กระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็ก
วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี สำหรับผู้ใหญ่