ก้าวข้ามความกลัว “การตรวจภายใน”

ผู้เขียน

โรงพยาบาลธนบุรี

ศูนย์รักษาที่เกี่ยวข้อง

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ก้าวข้ามความกลัว “การตรวจภายใน”

ให้ Ai ช่วยสรุปบทความนี้

Key Takeaways

  • การตรวจภายในเป็นการประเมินอวัยวะในอุ้งเชิงกราน และไม่ใช่สิ่งเดียวกับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทุกครั้ง
  • หากมีเลือดออกผิดปกติ ตกขาวเปลี่ยน ปวดท้องน้อย คลำได้ก้อน หรือมีรอยโรคบริเวณอวัยวะเพศ ควรพบสูตินรีแพทย์โดยไม่ต้องรอรอบคัดกรอง
  • แนวทางไทยปัจจุบันแนะนำเริ่มคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่อายุ 25 ปี โดย high-risk HPV testing เป็นวิธีที่แนะนำมากกว่าในแนวทางราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย
  • การตรวจ HPV, การตรวจเซลล์ปากมดลูก และ co-testing มีช่วงเวลาตรวจต่างกัน ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกวิธีพร้อมกันทุกปี
  • ผู้ที่ฉีดวัคซีน HPV แล้วก็ยังควรคัดกรองตามแนวทาง เพราะวัคซีนช่วยลดความเสี่ยงแต่ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์
  • ผู้รับการตรวจสามารถบอกความกังวล ขอให้แพทย์อธิบายก่อนแต่ละขั้นตอน และแจ้งให้หยุดเมื่อรู้สึกเจ็บหรือไม่สบายตัวได้

มีผู้หญิงไม่น้อยที่ดูแลสุขภาพแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่อาหาร การออกกำลังกาย ไปจนถึงการตรวจสุขภาพประจำปี แต่พอถึงคำว่า “ตรวจภายใน” กลับมีเหตุผลให้เลื่อนไปก่อนเสมอ บางคนกลัวเจ็บ บางคนเขิน บางคนไม่เคยมีอาการจึงคิดว่ายังไม่จำเป็น และบางคนเคยได้ยินประสบการณ์ของคนอื่นจนจินตนาการไปไกลกว่าขั้นตอนจริง

ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นได้ และไม่ใช่เรื่องแปลก สิ่งที่ช่วยให้ความกลัวลดลงมักไม่ใช่การบอกตัวเองว่า “อย่ากลัว” แต่คือการรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในห้องตรวจ รู้ว่าแพทย์กำลังตรวจหาอะไร และรู้ว่าเราสามารถบอกแพทย์ได้ตลอดเวลาหากรู้สึกไม่สบายตัว เมื่อเข้าใจขั้นตอนมากขึ้น การตรวจภายในจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากภาพของเรื่องน่ากังวล มาเป็นอีกหนึ่งวิธีดูแลสุขภาพที่เรามีส่วนร่วมในการตัดสินใจได้

การตรวจภายใน หรือ pelvic examination เป็นการประเมินอวัยวะในบริเวณอุ้งเชิงกราน ซึ่งอาจประกอบด้วยการตรวจอวัยวะเพศภายนอก การใช้เครื่องมือ speculum เพื่อดูช่องคลอดและปากมดลูก และการตรวจคลำตามความเหมาะสม จุดสำคัญคือ “การตรวจภายใน” ไม่ได้เท่ากับ “การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก” เสมอไป เพราะการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมีวิธีและช่วงเวลาตามอายุ ความเสี่ยง และผลตรวจเดิม ขณะที่การตรวจภายในอาจทำเพื่อประเมินอาการทางนรีเวชอื่น ๆ ด้วย

หากต้องการปรึกษาเรื่องอาการทางนรีเวช การตรวจภายใน การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก หรือ HPV สามารถดูข้อมูลบริการได้ที่ ศูนย์สูติ-นรีเวช โรงพยาบาลธนบุรี ซึ่งให้บริการด้านนรีเวช มะเร็งนรีเวช การตรวจอัลตราซาวด์ และการให้คำปรึกษาสุขภาพผู้หญิง

รายการเนื้อหา

ทำไมการตรวจภายในจึงสำคัญ แม้ในวันที่เรายังรู้สึกว่าร่างกายปกติดี

โรคทางนรีเวชไม่ได้ส่งสัญญาณดังตั้งแต่วันแรกเสมอไป ความผิดปกติบางอย่างอาจเริ่มจากอาการเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกัน เช่น ประจำเดือนเปลี่ยนไป ตกขาวผิดปกติ ปวดท้องน้อยเป็น ๆ หาย ๆ หรือมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ ขณะที่บางภาวะอาจแทบไม่มีอาการในระยะแรก การพบแพทย์จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียง “หามะเร็ง” แต่เป็นการช่วยแยกสาเหตุของอาการและประเมินอวัยวะหลายส่วนในอุ้งเชิงกราน

บริเวณอุ้งเชิงกรานมีทั้งมดลูก ปากมดลูก รังไข่ ช่องคลอด กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ และเนื้อเยื่อรอบ ๆ อาการปวดท้องน้อยจึงไม่ได้มีคำตอบเดียว การซักประวัติร่วมกับการตรวจร่างกาย การตรวจภายใน และการตรวจเพิ่มเติม เช่น อัลตราซาวด์ ช่วยให้แพทย์ค่อย ๆ แยกความเป็นไปได้ออกจากกันได้ตรงจุดมากขึ้น

การตรวจภายในกับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่

ไม่ใช่เรื่องเดียวกันทั้งหมด การตรวจภายในเป็นการตรวจทางคลินิกเพื่อประเมินอวัยวะในอุ้งเชิงกราน ส่วนการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นการตรวจในคนที่ยังไม่มีอาการ เพื่อค้นหาความเสี่ยงหรือความผิดปกติก่อนเกิดโรครุนแรง ปัจจุบันวิธีที่ใช้ในการคัดกรอง ได้แก่ การตรวจหาเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูง การตรวจเซลล์ปากมดลูก และในบางบริบทอาจใช้วิธีร่วมกัน การเลือกวิธีจึงควรดูอายุ ประวัติ ผลตรวจเดิม และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน

5 สัญญาณที่ไม่ควรรอถึงรอบตรวจประจำปี

คำว่า “ตรวจคัดกรอง” ใช้กับคนที่ยังไม่มีอาการ แต่ถ้ามีอาการผิดปกติแล้ว เรากำลังพูดถึงการตรวจเพื่อหาสาเหตุ ไม่ควรรอให้ถึงอายุที่กำหนดหรือรอรอบคัดกรองครั้งถัดไป โดยเฉพาะเมื่อมีอาการใหม่ เปลี่ยนจากเดิม หรือเป็นต่อเนื่อง

  • เลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ เช่น เลือดออกระหว่างรอบเดือน ประจำเดือนมากหรือยาวกว่าปกติ เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือมีเลือดออกหลังหมดประจำเดือน
  • ตกขาวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เช่น ปริมาณเพิ่มขึ้น สีหรือกลิ่นเปลี่ยน มีเลือดปน หรือมีอาการคัน แสบ ระคายเคืองร่วมด้วย
  • ปวดท้องน้อยหรือปวดอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะอาการปวดที่รุนแรง เป็นซ้ำบ่อย ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือรบกวนชีวิตประจำวัน
  • พบผื่น แผล ตุ่ม ติ่งเนื้อ หรือความผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศภายนอก รวมถึงอาการคันหรือแสบรุนแรงที่ไม่ดีขึ้น
  • รู้สึกว่าท้องน้อยโตขึ้น คลำได้ก้อน แน่นท้อง หรือมีอาการกดเบียดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งเสมอไป หลายภาวะเกิดจากการติดเชื้อ ฮอร์โมน ถุงน้ำ เนื้องอกชนิดไม่ร้าย หรือสาเหตุอื่นที่รักษาได้ แต่การเดาจากอาการเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เสียเวลา การตรวจโดยแพทย์ช่วยให้รู้ว่าควรติดตาม รักษา หรือตรวจเพิ่มเติมอย่างไร

อายุเท่าไรควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ข้อมูลไทยปัจจุบันต่างจากความเข้าใจเดิมอย่างไร

แนวทางการตรวจคัดกรองมะเร็งทางนรีเวชของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ฉบับอนุมัติปี 2568 สรุปคำแนะนำสำหรับสตรีไทยว่าเริ่มคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่อายุ 25 ปี โดยการตรวจหาเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงเป็นวิธีที่แนะนำมากกว่า และหากผลปกติสามารถตรวจซ้ำตามช่วงเวลาที่แนวทางกำหนด

แนวทางดังกล่าวระบุว่า high-risk HPV testing สามารถตรวจทุก 5 ปี, co-testing หรือการตรวจ HPV ร่วมกับเซลล์วิทยาทุก 5 ปี และหากใช้การตรวจเซลล์วิทยาเพียงอย่างเดียวสามารถตรวจทุก 2 ปีในบริบทของแนวทางไทย การหยุดตรวจหลังอายุ 65 ปีต้องพิจารณาว่ามีผลตรวจปกติอย่างเพียงพอในช่วงก่อนหน้าและไม่มีปัจจัยที่ต้องติดตามต่อ

สำหรับโครงการคัดกรองระดับประเทศของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กลุ่มเป้าหมาย HPV DNA Test อยู่ที่สตรีไทยอายุ 30-60 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์ของโครงการบริการสาธารณสุข ไม่ควรนำไปตีความว่าอายุต่ำกว่า 30 ปี “ห้ามตรวจ” หรือ “ไม่ต้องประเมิน” เพราะแนวทางทางคลินิกและการดูแลรายบุคคลอาจแตกต่างกัน

ถ้ามีอาการผิดปกติ ต้องรออายุ 25 ปีก่อนหรือไม่

ไม่ต้องรอ เกณฑ์อายุใช้กับ “การคัดกรอง” ในคนที่ไม่มีอาการ หากมีเลือดออกผิดปกติ ปวดท้องน้อย ตกขาวผิดปกติ คลำได้ก้อน หรือมีอาการอื่นที่น่ากังวล ควรพบสูตินรีแพทย์เพื่อประเมินตามอาการ ไม่ว่าจะอายุเท่าใด แพทย์จะเลือกวิธีตรวจที่เหมาะกับประวัติ อายุ การมีเพศสัมพันธ์ และความสบายใจของผู้รับการตรวจ

ตรวจภายในทำอะไรบ้าง รู้ขั้นตอนก่อนช่วยลดความกลัวได้จริง

หลายคนกลัวเพราะไม่รู้ว่าในห้องตรวจจะเกิดอะไรขึ้น ความจริงคือขั้นตอนสามารถอธิบายก่อนเริ่มได้ และผู้รับการตรวจมีสิทธิถาม ขอให้ช้าลง หรือแจ้งเมื่อรู้สึกเจ็บหรือไม่สบายตัว การตรวจไม่ได้มีขั้นตอนเดียวตายตัว แพทย์จะเลือกเฉพาะสิ่งที่จำเป็นตามเหตุผลที่มาพบ

เริ่มจากการคุย ไม่ได้เริ่มจากเครื่องมือ

แพทย์มักเริ่มจากประวัติ เช่น รอบเดือน วันแรกของประจำเดือนครั้งล่าสุด อาการที่กังวล ยาที่ใช้ ประวัติการตั้งครรภ์ การคุมกำเนิด การผ่าตัด ผล Pap หรือ HPV เดิม รวมถึงประวัติทางเพศเท่าที่จำเป็นต่อการรักษา หากมีเรื่องใดที่กังวล เช่น ไม่เคยตรวจมาก่อน กลัวเจ็บ หรือเคยมีประสบการณ์ไม่ดี ควรบอกตั้งแต่ต้น เพราะข้อมูลนี้ช่วยให้ทีมดูแลปรับวิธีตรวจได้

ตรวจอวัยวะเพศภายนอก

แพทย์อาจตรวจดูผิวหนัง ผื่น แผล ก้อน หรือลักษณะที่ผิดปกติบริเวณภายนอก ขั้นตอนนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือสอดเข้าไปในช่องคลอด

การตรวจด้วย Speculum

หากจำเป็น แพทย์จะใช้ speculum ขนาดที่เหมาะสมเปิดผนังช่องคลอดอย่างนุ่มนวลเพื่อมองเห็นช่องคลอดและปากมดลูก ขั้นตอนนี้อาจรู้สึกตึงหรืออึดอัด แต่ไม่ควรต้องทนความเจ็บรุนแรง หากเจ็บควรบอกทันที เพื่อให้แพทย์หยุด ปรับท่า เปลี่ยนขนาดเครื่องมือ หรือพิจารณาวิธีอื่น

การเก็บตัวอย่างเซลล์หรือ HPV

หากถึงรอบคัดกรองหรือมีข้อบ่งชี้ แพทย์อาจเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูกเพื่อตรวจทางเซลล์วิทยา หรือเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจหาเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูง ปัจจุบันแนวทางไทยยังรองรับการเก็บตัวอย่าง HPV ด้วยตนเองในผู้ที่ไม่สะดวกมาตรวจคัดกรองกับบุคลากรทางสาธารณสุข ซึ่งเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดอุปสรรคของผู้ที่กังวลกับการตรวจแบบใช้ speculum อย่างไรก็ตาม หากมีอาการผิดปกติหรือผลตรวจเป็นบวก อาจยังจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม

การตรวจคลำสองมือและการตรวจเพิ่มเติม

แพทย์อาจตรวจคลำเพื่อประเมินมดลูกและบริเวณข้างเคียง หากมีอาการปวด เลือดออกผิดปกติ หรือสงสัยก้อน อาจพิจารณาอัลตราซาวด์ทางหน้าท้องหรือทางช่องคลอดตามความเหมาะสม การตรวจอัลตราซาวด์ไม่ใช่สิ่งเดียวกับ Pap test หรือ HPV test แต่เป็นเครื่องมือที่ตอบคำถามคนละแบบ

Pap Smear, Liquid-Based Cytology, HPV Test และ Co-testing ต่างกันอย่างไร

ชื่อการตรวจหลายชื่อทำให้คนรู้สึกว่าต้องเลือก “วิธีที่ดีที่สุด” เพียงหนึ่งอย่าง แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ดีที่สุดคือวิธีที่เหมาะกับอายุ ความเสี่ยง และแนวทางที่ใช้อยู่ Pap smear แบบดั้งเดิมและ liquid-based cytology ต่างเป็นการดูความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก ส่วน HPV test มองหาเชื้อ HPV กลุ่มความเสี่ยงสูงที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งปากมดลูก

แนวทางไทยปัจจุบันให้ความสำคัญกับ high-risk HPV testing มากขึ้น และระบุว่าเป็นวิธีที่แนะนำมากกว่าสำหรับการคัดกรองในช่วงอายุที่เหมาะสม ส่วน co-testing คือการตรวจ HPV ร่วมกับเซลล์วิทยา ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจำเป็นต้องตรวจสองอย่างพร้อมกันทุกครั้ง การเลือกวิธีควรพิจารณาร่วมกับแพทย์และผลตรวจที่ผ่านมา

ฉีดวัคซีน HPV แล้ว ยังต้องคัดกรองหรือไม่

ยังควรคัดกรองตามแนวทาง วัคซีน HPV ช่วยลดความเสี่ยงจากเชื้อ HPV สายพันธุ์สำคัญได้มาก แต่ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์ แนวทางของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยจึงระบุว่าผู้ที่ได้รับวัคซีน HPV แล้วควรได้รับการตรวจคัดกรองเช่นเดียวกับคนทั่วไป

เตรียมตัวอย่างไรให้วันตรวจภายในสบายขึ้น

การเตรียมตัวที่ดีไม่ได้มีไว้เพื่อให้ “สอบผ่าน” การตรวจ แต่ช่วยให้ขั้นตอนง่ายขึ้นและทำให้เรารู้สึกควบคุมสถานการณ์ได้มากขึ้น ก่อนวันนัด หากเป็นการตรวจคัดกรองที่ต้องเก็บตัวอย่างจากปากมดลูก ควรสอบถามสถานพยาบาลว่ามีข้อแนะนำเรื่องช่วงประจำเดือน การมีเพศสัมพันธ์ ยาเหน็บ หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในช่องคลอดอย่างไร เพราะรายละเอียดอาจต่างกันตามชนิดการตรวจ

  • จดวันแรกของประจำเดือนครั้งล่าสุดและลักษณะรอบเดือนคร่าว ๆ
  • เตรียมรายชื่อยา โรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา และผลตรวจ Pap/HPV เดิมถ้ามี
  • หากไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ เคยเจ็บจากการตรวจ หรือมีความกังวลเป็นพิเศษ ให้แจ้งแพทย์ก่อนเริ่มตรวจ
  • ปัสสาวะก่อนตรวจหากไม่ได้รับคำสั่งให้กลั้นปัสสาวะเพื่ออัลตราซาวด์ทางหน้าท้อง
  • ระหว่างตรวจให้หายใจช้า ๆ ผ่อนกล้ามเนื้อหน้าท้องและสะโพก และบอกแพทย์ทันทีหากรู้สึกเจ็บ

ถ้ากลัวมาก คุยกับแพทย์อย่างไรได้บ้าง

บางคนไม่ได้กลัวความเจ็บอย่างเดียว แต่กลัวความเปราะบางของสถานการณ์ กลัวเสียความเป็นส่วนตัว หรือมีประสบการณ์ในอดีตที่ทำให้การตรวจลักษณะนี้ยากกว่าคนทั่วไป เรื่องเหล่านี้ควรถูกนำมาพิจารณาในการดูแล ไม่ใช่ถูกมองว่าเป็นความเรื่องมาก

ก่อนตรวจสามารถบอกได้ตรง ๆ ว่า “กังวลมากและอยากให้บอกก่อนทุกขั้นตอน” หรือ “ถ้าเจ็บขอให้หยุดก่อน” สามารถถามว่าใช้ speculum ขนาดเล็กได้หรือไม่ ขอเวลาปรับท่า หรือถามว่าขั้นตอนไหนจำเป็นสำหรับอาการของเรา การสื่อสารแบบนี้ทำให้ผู้รับการตรวจมีส่วนร่วมและช่วยให้แพทย์วางแผนการตรวจให้เหมาะกับแต่ละคนมากขึ้น

FAQ

References

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง