กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Acute Myocardial Infarction)

ผู้เขียน

โรงพยาบาลธนบุรี

ศูนย์รักษาที่เกี่ยวข้อง

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ให้ Ai ช่วยสรุปบทความนี้

Key Takeaways

  • กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเกิดจากเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพออย่างฉับพลัน โดยมักเกี่ยวข้องกับคราบพลัคแตกและลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดหัวใจ
  • อาการที่พบบ่อยคือแน่นหรือเจ็บหน้าอก อาจร้าวไปแขน ไหล่ หลัง คอ หรือกราม และอาจมีเหงื่อออก คลื่นไส้ หน้ามืด หรือหายใจไม่อิ่ม
  • ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้หญิงบางรายอาจมีอาการไม่ชัด จึงไม่ควรรอให้มีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรงก่อนขอความช่วยเหลือ
  • ในภาวะฉุกเฉิน ECG และการตรวจ cardiac troponin เป็นการประเมินสำคัญ ส่วน EST, Calcium Score, CCTA, Cardiac MRI และ CAG มีบทบาทต่างกันตามอาการและความเสี่ยง
  • หากสงสัย Heart Attack ให้โทรระบบฉุกเฉิน 1669 และหลีกเลี่ยงการขับรถไปโรงพยาบาลเองเมื่อมีทางเลือก
  • การควบคุมความดัน เบาหวาน ไขมัน น้ำหนัก การเลิกบุหรี่ และการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เป็นพื้นฐานสำคัญของการลดความเสี่ยงระยะยาว

กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน บางครั้งไม่ได้เริ่มด้วยความเจ็บที่รุนแรง แต่ทุกนาทีที่ช้าลงมีความหมาย

ลองนึกถึงเช้าวันหนึ่งที่ทุกอย่างดูเหมือนปกติ คนในบ้านยังคุยกัน กินข้าว และเตรียมออกไปทำงานเหมือนทุกวัน จู่ ๆ คนหนึ่งกลับบอกว่าแน่นกลางอก หายใจไม่เต็มอิ่ม เหงื่อออกทั้งที่ไม่ได้ออกแรง บางคนอาจคิดว่าเป็นกรดไหลย้อน บางคนขอนั่งพักก่อน หรือรอดูว่าอีกสักครู่จะดีขึ้นหรือไม่ แต่สำหรับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน การรอดูอาการอาจทำให้เสียเวลาที่สำคัญต่อกล้ามเนื้อหัวใจไปทีละนาที

กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือ Acute Myocardial Infarction (AMI) เป็นภาวะที่เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลงหรือหยุดลงอย่างฉับพลันจนเซลล์หัวใจเริ่มบาดเจ็บและตาย หากสงสัยภาวะนี้ สิ่งสำคัญไม่ใช่การพยายามวินิจฉัยด้วยตัวเองว่าใช่หรือไม่ แต่คือการเข้าถึงระบบฉุกเฉินให้เร็ว เพราะอาการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และบางรายไม่ได้มีอาการเจ็บหน้าอกแบบที่เราคุ้นจากภาพในละคร

หากต้องการดูข้อมูลบริการตรวจ วินิจฉัย รักษา และฟื้นฟูโรคหัวใจของโรงพยาบาลธนบุรี สามารถดูรายละเอียดได้ที่ ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลธนบุรี ซึ่งมีทั้งการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อน การทดสอบสมรรถภาพหัวใจ ห้องสวนหัวใจ และการดูแลผู้ป่วยหนักโรคหัวใจ

รายการเนื้อหา

กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเกิดขึ้นได้อย่างไร

หัวใจต้องการเลือดและออกซิเจนตลอดเวลา เลือดส่วนนี้เดินทางผ่านหลอดเลือดแดงโคโรนารีที่เกาะอยู่รอบหัวใจ ปัญหามักเริ่มจากการสะสมของไขมัน คอเลสเตอรอล และสารอื่น ๆ ในผนังหลอดเลือดจนเกิดเป็นคราบพลัค เมื่อคราบพลัคไม่เสถียรและเกิดการแตก ร่างกายจะตอบสนองเหมือนกำลังซ่อมบาดแผล เกล็ดเลือดจึงเข้ามารวมตัวและเกิดลิ่มเลือดขึ้น หากลิ่มเลือดขวางทางเดินเลือดมากพอ กล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่อยู่ปลายทางจะเริ่มขาดออกซิเจน

นี่เป็นเหตุผลที่คำว่า “เวลา” สำคัญมากในภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ยิ่งเลือดกลับไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เร็วเท่าไร โอกาสจำกัดความเสียหายของหัวใจก็ยิ่งดีขึ้น การรักษาจึงต้องอาศัยการประเมินอย่างเร่งด่วนว่าผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มใด เช่น STEMI หรือ NSTEMI และควรได้รับยา การสวนหัวใจ หรือการรักษาอื่นอย่างไร

Heart Attack ไม่ได้หมายถึงหัวใจหยุดเต้นเสมอไป

สองคำนี้มักถูกใช้ปะปนกัน แต่ความหมายไม่เหมือนกัน Heart Attack คือภาวะที่เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอจนเกิดความเสียหาย ส่วน Cardiac Arrest คือภาวะหัวใจหยุดสูบฉีดเลือดอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยหมดสติและไม่หายใจตามปกติ Heart Attack สามารถกระตุ้นให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงและนำไปสู่ Cardiac Arrest ได้ จึงเป็นอีกเหตุผลที่ไม่ควรรอให้อาการ “ชัดกว่านี้” ก่อนขอความช่วยเหลือ

8 ปัจจัยเสี่ยงที่ควรรู้ ไม่ใช่เพื่อให้กังวล แต่เพื่อรู้ว่าควรเริ่มดูแลตรงไหน

คนจำนวนมากเริ่มสนใจหัวใจก็ต่อเมื่อมีอาการ แต่โรคหลอดเลือดหัวใจมักค่อย ๆ สะสมความเสี่ยงมานานหลายปี การรู้ปัจจัยเสี่ยงจึงเหมือนการเปิดไฟให้เห็นภาพก่อนเกิดเหตุ ไม่ได้หมายความว่ามีหนึ่งข้อแล้วจะต้องเป็นโรค แต่ยิ่งมีหลายปัจจัยร่วมกัน ยิ่งควรคุยกับแพทย์เรื่องการประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

  • อายุที่มากขึ้น ความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มตามวัย และควรพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่น ไม่ใช่ดูอายุเพียงอย่างเดียว
  • ความดันโลหิตสูง หากสูงต่อเนื่องจะเพิ่มภาระต่อหัวใจและทำให้ผนังหลอดเลือดเสียหาย
  • โรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลสูงเรื้อรังสัมพันธ์กับความเสียหายของหลอดเลือดและความเสี่ยงโรคหัวใจที่เพิ่มขึ้น
  • ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะ LDL ที่สูง เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการเกิดหลอดเลือดแดงแข็งและคราบพลัค
  • น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน มักมาพร้อมความดันสูง ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ไขมันผิดปกติ และภาระการทำงานของหัวใจที่มากขึ้น
  • การสูบบุหรี่ สารจากควันบุหรี่ทำร้ายหลอดเลือด เพิ่มโอกาสการเกิดลิ่มเลือด และเร่งกระบวนการหลอดเลือดแข็ง
  • การเคลื่อนไหวน้อยหรือไม่ออกกำลังกาย ทำให้ควบคุมน้ำหนัก ความดัน น้ำตาล และไขมันได้ยากขึ้น
  • ประวัติครอบครัว โดยเฉพาะญาติสายตรงที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจก่อนวัย เป็นข้อมูลที่ควรบอกแพทย์เสมอ

สำหรับคนที่ยังไม่มีอาการ แต่เริ่มเห็นว่าตัวเองมีหลายปัจจัยเสี่ยง สามารถเริ่มจากการตรวจสุขภาพและปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกการประเมินที่เหมาะสม ดูข้อมูลศูนย์รักษาเฉพาะทางของโรงพยาบาลได้ที่ ศูนย์รักษาเฉพาะทาง โรงพยาบาลธนบุรี

เจ็บหน้าอกแบบไหนที่ควรคิดถึงภาวะฉุกเฉิน

ภาพจำของ Heart Attack คือคนเอามือกุมหน้าอกแล้วล้มลงทันที แต่ในชีวิตจริงอาการอาจค่อย ๆ มา อาจไม่รุนแรงมากในช่วงแรก หรืออาจรู้สึกเป็นแรงกด บีบ แน่น หนัก หรืออึดอัดกลางอกมากกว่าคำว่า “เจ็บ” อาการอาจร้าวไปแขน ไหล่ หลัง คอ กราม หรือท้องส่วนบน และอาจมีหายใจไม่อิ่ม เหงื่อออกเย็น คลื่นไส้ หน้ามืด หรืออ่อนเพลียผิดปกติร่วมด้วย

หากมีอาการแน่นหรือเจ็บหน้าอกที่สงสัยว่าเกี่ยวกับหัวใจ โดยเฉพาะเมื่อเป็นนานหลายนาที กลับมาเป็นซ้ำ หรือมีอาการร่วมอย่างหอบ เหงื่อออก ตัวเย็น หน้ามืด ควรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที ในประเทศไทยสามารถโทร 1669 ไม่ควรขับรถไปโรงพยาบาลเองหากมีทางเลือก เพราะอาการอาจทรุดลงระหว่างทาง

คนที่ไม่มีอาการเจ็บหน้าอกชัดเจนก็เป็น Heart Attack ได้

จุดที่ทำให้หลายครอบครัวพลาดคือการรอ “อาการคลาสสิก” ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้หญิงบางรายอาจมีอาการที่ไม่ชัด เช่น เหนื่อยผิดปกติ คลื่นไส้ แน่นลิ้นปี่ เวียนศีรษะ ปวดหลังหรือกราม หรืออ่อนแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเป็น Heart Attack เสมอไป แต่ถ้าเกิดขึ้นใหม่ รุนแรง หรือมาพร้อมอาการน่าสงสัยอื่น ควรได้รับการประเมินโดยบุคลากรทางการแพทย์

เมื่อถึงโรงพยาบาล แพทย์ตรวจอะไรเพื่อหาว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหรือไม่

ในภาวะฉุกเฉิน การวินิจฉัยไม่ได้เริ่มจากการตรวจคัดกรองราคาแพง แต่เริ่มจากข้อมูลที่ต้องได้เร็ว แพทย์จะประเมินอาการ ประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ ECG/EKG และตรวจเลือดหา cardiac troponin ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหัวใจ การตรวจเหล่านี้ช่วยแยกกลุ่มผู้ป่วยและกำหนดแนวทางรักษาเร่งด่วน

หลังจากนั้นอาจมีการตรวจเพิ่มเติมตามอาการและความเสี่ยง เช่น Echocardiogram เพื่อดูการบีบตัวของหัวใจ หรือ Coronary Angiography เพื่อดูตำแหน่งหลอดเลือดที่ตีบหรืออุดตันโดยตรง จุดสำคัญคือการเลือกตรวจต้องตอบคำถามทางการแพทย์ของคนคนนั้น ไม่ใช่เลือกจากชื่อการตรวจที่ดูละเอียดที่สุด

5 วิธีประเมินหัวใจที่คนมักได้ยิน ต่างกันตรงไหน และเหมาะกับใคร

EST, CT Calcium Score, Coronary CT Angiography, Cardiac MRI และ Coronary Angiography ซึ่งทั้งหมดมีบทบาทต่างกัน บางวิธีเหมาะกับการประเมินความเสี่ยงในคนที่ยังไม่มีอาการ บางวิธีใช้เมื่อมีอาการหรือผลตรวจเบื้องต้นผิดปกติ และบางวิธีเป็นหัตถการที่สามารถต่อยอดไปสู่การรักษาได้ จึงไม่ควรมองว่าเป็นชุดตรวจที่ทุกคนต้องทำครบ

Exercise Stress Test (EST) - ดูการตอบสนองของหัวใจขณะออกแรง

EST เป็นการติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ชีพจร ความดัน และอาการขณะเดินหรือวิ่งบนสายพานตามระดับที่กำหนด ใช้ช่วยประเมินอาการที่สัมพันธ์กับการออกแรงและสมรรถภาพของหัวใจในผู้ป่วยที่แพทย์เห็นว่าเหมาะสม แต่ไม่ได้ใช้แทนการประเมินฉุกเฉินในคนที่กำลังสงสัย Heart Attack

CT Calcium Score - ดูปริมาณแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจเพื่อช่วยประเมินความเสี่ยง

การตรวจนี้ใช้ CT วัดปริมาณแคลเซียมที่สะสมในผนังหลอดเลือดหัวใจ เหมาะกับการช่วยประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจในคนบางกลุ่มที่ยังไม่มีอาการ โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลความเสี่ยงเดิมยังไม่ชัดพอสำหรับการตัดสินใจเรื่องการป้องกัน ไม่ใช่การตรวจเพื่อยืนยัน Heart Attack ที่กำลังเกิดขึ้น

Coronary CT Angiography (CCTA) - เห็นโครงสร้างหลอดเลือดหัวใจแบบไม่ใส่สายสวน

CCTA ใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ร่วมกับสารทึบรังสีเพื่อดูหลอดเลือดหัวใจและคราบพลัค เหมาะกับผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีอาการหรือความเสี่ยงระดับหนึ่งตามดุลยพินิจแพทย์ ก่อนตรวจต้องพิจารณาเรื่องการทำงานของไต การแพ้สารทึบรังสี อัตราการเต้นของหัวใจ และปัจจัยอื่น ๆ

Cardiac MRI - มองรายละเอียดกล้ามเนื้อหัวใจและเนื้อเยื่อ

Cardiac MRI ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้าง การทำงาน และลักษณะเนื้อเยื่อของหัวใจ จึงมีประโยชน์ในหลายสถานการณ์ เช่น ประเมินกล้ามเนื้อหัวใจที่เสียหาย การอักเสบ หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจบางชนิด แต่ไม่ใช่การตรวจคัดกรองทั่วไปสำหรับทุกคน และต้องพิจารณาข้อจำกัดของผู้ป่วยแต่ละราย

Coronary Angiography (CAG) - เห็นจุดตีบโดยตรง และเชื่อมต่อการรักษาได้

การฉีดสีสวนหลอดเลือดหัวใจเป็นหัตถการที่ใส่สายสวนผ่านหลอดเลือดไปยังหัวใจและฉีดสารทึบรังสีเพื่อเห็นตำแหน่งการตีบหรืออุดตัน ในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ แพทย์สามารถต่อยอดสู่การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดได้ในกระบวนการเดียวกัน จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในผู้ป่วยกลุ่มที่ต้องการการเปิดหลอดเลือดอย่างเร่งด่วน

โรงพยาบาลธนบุรีระบุว่าศูนย์หัวใจมีบริการตั้งแต่ ECG, Echocardiography, EST ไปจนถึงห้องสวนหัวใจ (CATH LAB) และ Critical Cardiac Care Unit รายละเอียดบริการและช่องทางนัดหมายดูได้ที่ หน้าศูนย์หัวใจ

ถ้าสงสัย Heart Attack สิ่งที่ควรทำคืออะไร

สิ่งแรกคือหยุดกิจกรรมและขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน หากอยู่ในประเทศไทยโทร 1669 หรือระบบฉุกเฉินในพื้นที่ ไม่ควรรอให้อาการหายเอง ไม่ควรให้ผู้ป่วยออกแรงเดินไกล และไม่ควรขับรถไปโรงพยาบาลเองถ้ามีคนอื่นหรือรถฉุกเฉินช่วยได้ หากผู้ป่วยหมดสติ ไม่ตอบสนอง และไม่หายใจตามปกติ ให้โทรฉุกเฉิน ขอ AED หากมี และเริ่ม CPR ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่หรือความรู้ที่ได้รับการฝึกมา

เรื่องยาที่ใช้ในภาวะฉุกเฉินควรทำตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ควรหยิบยาของคนอื่นมาใช้เอง เพราะอาการเจ็บหน้าอกมีหลายสาเหตุและยาบางชนิดมีข้อห้าม สิ่งที่ครอบครัวช่วยได้มากคือจำเวลาเริ่มอาการ เตรียมรายชื่อยา โรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา และข้อมูลการรักษาเดิมให้พร้อม

ลดความเสี่ยงได้อย่างไร เมื่อเราเปลี่ยนอายุหรือพันธุกรรมไม่ได้

เราเลือกอายุหรือประวัติครอบครัวไม่ได้ แต่ยังมีหลายอย่างที่จัดการได้ การเลิกบุหรี่ การควบคุมความดัน น้ำตาล และไขมัน การเคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ การกินอาหารที่เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนที่เหมาะสม และลดอาหารเค็มจัด หวานจัด หรือไขมันอิ่มตัวสูง ล้วนช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจในระยะยาว

การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยเป้าหมายใหญ่ สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีข้อจำกัด อาจค่อย ๆ เพิ่มกิจกรรมระดับปานกลางให้ได้รวมประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ แต่หากมีโรคหัวใจ มีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่ายผิดปกติ หรือไม่ได้ออกกำลังกายมานาน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพิ่มความหนัก สิ่งที่สำคัญกว่าการทำให้ได้สมบูรณ์แบบคือทำให้ต่อเนื่องและเหมาะกับสภาพร่างกายจริง

ผู้ที่ต้องการอ่านบทความสุขภาพอื่น ๆ ของโรงพยาบาลธนบุรี สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ คลังบทความสุขภาพ โรงพยาบาลธนบุรี

หลังใส่ขดลวดแล้ว ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงจบลง

การทำบอลลูนหรือใส่ขดลวดช่วยเปิดหลอดเลือดที่มีปัญหา แต่โรคหลอดเลือดหัวใจเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดทั้งระบบ ผู้ป่วยจึงยังต้องกินยาตามแพทย์สั่ง ควบคุม LDL ความดัน เบาหวาน เลิกบุหรี่ และมาติดตามตามนัด การหยุดยาต้านเกล็ดเลือดเองหลังใส่ขดลวดอาจเป็นอันตราย จึงควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนหยุดหรือเปลี่ยนยา

อาการที่ดูเหมือนเล็ก อาจเป็นเหตุผลที่ควรไปโรงพยาบาลให้เร็วขึ้น

Heart Attack ไม่ได้ให้เวลาเราเตรียมตัวเสมอ บางคนมีอาการชัด บางคนมีเพียงความแน่น เหนื่อย คลื่นไส้ หรืออ่อนแรงผิดปกติ สิ่งที่ช่วยได้คือรู้จักสัญญาณของตัวเองและคนในบ้าน รู้ว่ามีปัจจัยเสี่ยงอะไรอยู่บ้าง และไม่ใช้การรอดูอาการเป็นวิธีทดสอบว่า “น่าจะไม่เป็นอะไร”

สำหรับคนที่ยังไม่มีอาการ วันนี้อาจเป็นวันที่เหมาะกับการเริ่มคุมความดัน น้ำตาล ไขมัน น้ำหนัก บุหรี่ และการออกกำลังกาย ส่วนคนที่กำลังมีอาการน่าสงสัย เป้าหมายไม่ใช่การอ่านข้อมูลให้ครบทุกข้อ แต่คือการเข้าถึงการประเมินฉุกเฉินให้เร็วที่สุด เพราะเมื่อพูดถึงกล้ามเนื้อหัวใจ เวลาที่ประหยัดได้อาจหมายถึงกล้ามเนื้อหัวใจที่รักษาไว้ได้มากขึ้น

FAQ

โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าหลายวันหรือไม่?

ในผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าเลย และเกิดขึ้นทันทีทันใด อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยหลายคนอาจมีอาการเตือนล่วงหน้าเป็นวันหรือเป็นสัปดาห์ เช่น มีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ อ่อนเพลีย รู้สึกแน่นหน้าอกเบาๆ เวลาออกแรงแล้วหายไป หากพบอาการผิดปกติเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์หัวใจเพื่อตรวจเช็กทันที

  1. จัดให้ผู้ป่วยนั่งพักในท่าที่สบายที่สุด ลดการเคลื่อนไหวร่างกาย และคลายเสื้อผ้าให้หลวม
  2. โทรแจ้งสายด่วนฉุกเฉิน 1669 หรือโทรตรงหาศูนย์หัวใจโรงพยาบาลทันที
  3. หากผู้ป่วยหมดสติและหยุดหายใจ ให้รีบโทรแจ้งฉุกเฉิน ขอเครื่อง AED และเริ่มทำการนวดหัวใจผายปอดฉุกเฉิน (CPR) ทันที

สามารถเกิดขึ้นได้ครับ แม้คนอายุน้อยหรือนักกีฬาจะมีความแข็งแรง แต่อาจมีปัจจัยเสี่ยงซ่อนเร้น เช่น พันธุกรรมภาวะไขมันสูงในเลือด (Familial Hypercholesterolemia), การสูบบุหรี่จัด, ภาวะความเครียดสะสม หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดการฉีกขาดของคราบไขมันในหลอดเลือดได้เช่นกัน

การตรวจ CT Calcium Score เป็นการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จากภายนอกเพื่อประเมินความเสี่ยงจากปริมาณหินปูน เจ็บตัวน้อย เหมาะสำหรับการคัดกรองเบื้องต้น ส่วน การฉีดสีสวนหัวใจ (CAG) เป็นการทำหัตถการใส่สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดหัวใจ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรงหรือตรวจพบความเสี่ยงสูง สามารถมองเห็นตำแหน่งการตีบอุดตันได้อย่างแม่นยำที่สุด และสามารถทำการรักษาขยายหลอดเลือดได้ทันที

มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ครับ การใส่ขดลวดหรือการทำบอลลูนเป็นการรักษาที่ตำแหน่งอุดตันเดิม แต่หากผู้ป่วยไม่ควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น ยังคงสูบบุหรี่ ปล่อยให้เบาหวานหรือไขมันสูง คราบไขมันและลิ่มเลือดก็สามารถเกิดขึ้นใหม่ได้ในตำแหน่งอื่น หรือบริเวณขดลวดเดิม ดังนั้นการทานยาตามแพทย์สั่งและการปรับพฤติกรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญตลอดชีวิต

References

  • สถาบันโรคหัวใจ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

         แนวทางปฏิบัติทางการแพทย์ในการดูแลผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน   https://www.dms.go.th

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง