การผ่าตัดมดลูกและรังไข่ทางหน้าท้อง

การผ่าตัดมดลูกและรังไข่ทางหน้าท้อง

การผ่าตัดมดลูก เป็นการผ่าตัดที่จะทำให้ไม่มีประจำเดือน และไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก แบ่งออกเป็น

  1. การผ่าตัดมดลูกโดยเก็บปากมดลูกไว้ จะทำในกรณีที่ตัดปากมดลูกออกยาก มีความเชื่อว่าการเก็บปากมดลูกไว้ จะช่วยป้องกันการหย่อนของช่องคลอด และอาจเกี่ยวกับความรู้สึกทางเพศของสตรี ในกรณีที่ปากมดลูกยังเหลืออยู่ จะมีโอกาสเกิดมะเร็งได้เหมือนคนทั่วไปที่ไม่ได้รับการผ่าตัดมดลูก จึงต้องมีการตรวจมะเร็งปากมดลูกเหมือนปกติ
  2. การผ่าตัดมดลูกและปากมดลูกออก
  3. การผ่าตัดมดลูกส่วนบนของช่องคลอด ปากมดลูก และเนื้อเยื่อรอบๆปากมดลูกออก จะทำในกรณีที่เป็นมะเร็ง สำหรับการผ่าตัดรังไข่ออกด้วยหรือไม่ขึ้นอยู่กับสาเหตุของการผ่าตัดมดลูก และคำแนะนำจากแพทย์ที่รักษา ซึ่งการเอารังไข่ออกทั้ง 2 ข้าง มักจะทำในกรณีที่อายุมาก รังไข่หยุดทำงานแล้ว รังไข่ที่มีพยาธิสภาพ หรือมีมะเร็งตำแหน่งอื่นๆ ที่ฮอร์โมนจากรังไข่จะไปทำให้ลุกลามมากขึ้น เป็นต้น

 

สาเหตุที่ต้องผ่าตัดมดลูก

  1. โรคของมดลูก ได้แก่ เนื้องอกมดลูก (ซึ่งเป็นสาเหตุของการผ่าตัดที่พบบ่อยที่สุด) มะเร็งมดลูก มะเร็งปากมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติ เป็นต้น
  2. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
  3. มดลูกหย่อน
  4. เนื้องอกของรังไข่ หรือ ท่อนำไข่ ที่จะผ่าตัดมดลูกออกไปด้วย
  5. ประจำเดือนที่ผิดปกติ ไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีอื่น
  6. ตกเลือดหลังคลอดบุตร ที่ไม่สามารถควบคุมให้เลือดหยุดได้ด้วยวิธีอื่น

 

ภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัดมดลูกทางหน้าท้อง โดยรวมเกิดประมาณ 9.3% แบ่งออกเป็น

  1. เลือดออกในช่องท้อง เกิดประมาณ 1.8-3.4%
  2. ติดเชื้อจากการผ่าตัด เกิดประมาณ 0.8-4.0%
  3. การเกิดอันตรายต่ออวัยวะใกล้เคียง ได้แก่ ลำไส้ ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ เกิดประมาณ 1.5-1.8%
  4. ภาวะแทรกซ้อนจากวิธีดมยาสลบ
  5. เสียชีวิต เป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุด เกิดประมาณ 1 : 1,000 ราย

 

วิธีการผ่าตัด

การผ่าตัดมดลูกทางหน้าท้อง เป็นวิธีที่ทำกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะทำได้ง่าย แผลที่หน้าท้องอาจมีทั้งแนวตั้ง และแนวนอน ยาวประมาณ 6-8 นิ้ว ขึ้นอยู่กับโรคที่ผ่าตัด ขนาดของมดลูกและความชำนาญของแพทย์ผู้ผ่าตัด (นอกจากการผ่าตัดมดลูกทางหน้าท้อง ยังมีการผ่าตัดทางช่องคลอด และการผ่าตัดมดลูกผ่านกล้อง แต่ละวิธี จะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้ผ่าตัด)

 

การเตรียมตัว ก่อนการผ่าตัด

  1. หยุดยาที่อาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด อย่างน้อย 7 วัน ก่อนการผ่าตัด เช่น Aspirin , Coumadin เป็นต้น
  2. งดสูบบุหรี่
  3. กรณีที่มียากินประจำเพื่อรักษาโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับยานั้นๆก่อนการผ่าตัด

 

วันที่มาผ่าตัด

  1. งดน้ำ และอาหาร อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ก่อนการผ่าตัด
  2. กรณีที่มียากินในวันที่ผ่าตัด ให้จิบน้ำเล็กน้อยเพื่อกินยา
  3. แพทย์ และพยาบาล จะเป็นผู้แจ้งเวลาที่จะมานอนในโรงพยาบาล

 

อาการหลังการผ่าตัดมดลูก

  1. เจ็บแผลผ่าตัด ซึ่งแพทย์จะให้ยาแก้ปวดทางหลอดเลือดดำ หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ในกรณีที่ยังงดน้ำและอาหาร จะให้ยาแก้ปวดแบบรับประทาน กรณีที่เริ่มให้ทานอาหารได้อาการเจ็บแผลผ่าตัดจะเป็นมากใน 1-2 วันแรก และค่อยๆ ดีขึ้น
  2. มีการใส่สายสวนปัสสาวะอย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด (จะใส่นานแค่ไหน ขึ้นกับชนิดของการผ่าตัด และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นระหว่างผ่าตัด)
  3. คลื่นไส้อาเจียน และท้องอืด ในระยะแรกอาจะเป็นผลจากยาระงับปวดระหว่างผ่าตัดและจะค่อยๆ ดีขึ้น แพทย์และพยาบาล จะแนะนำให้ขยับตัว ลุกนั่ง และเดินให้เร็วหลังจากการผ่าตัดเพื่อลดอาการดังกล่าว และทำให้การฟื้นตัวเร็วขึ้น
  4. อาการคันตามตัว ใบหน้า เป็นผลจากยาระงับปวดระหว่างผ่าตัด ซึ่งจะเป็นมากในวันแรกหลังการผ่าตัด และค่อยๆ ดีขึ้น
  5. ถ้าไม่ได้ตัดรังไข่ออก หรือ เหลือรังไข่ 1 ข้าง รังไข่จะยังมีการสร้างฮอร์โมน และตกไข่ได้เป็นรอบๆ เช่นเดิม อาจยังมีอาการคัดตึงหน้าอก ตกขาว ความรู้สึกทางเพศไม่เปลี่ยนแปลง หมดปัญหาเรื่องเลือดออกมาก ไม่ต้องมีประจำเดือนอีก
  6. ถ้าตัดรังไข่ทั้ง 2 ข้าง อาจเกิดภาวะหมดระดู อาจทำให้เกิดอาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน ช่องคลอดแห้ง อารมณ์ทางเพศลดลง เป็นต้น ซึ่งอาจป้องกันได้ โดยใช้ฮอร์โมนทดแทน แพทย์ที่ดูแลจะให้คำแนะนำ รวมถึง ผลดี ผลเสียของการใช้ฮอร์โมนทดแทนเพื่อให้คนไข้ตัดสินใจ

 

การฟื้นตัว

การผ่าตัดมดลูกทางหน้าท้อง ใช้เวลาพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 3-7 วัน ขึ้นกับชนิดของการผ่าตัดและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น และใช้เวลาฟื้นตัวหลังการผ่าตัด 4-6 สัปดาห์

 

ศูนย์สูติ-นรีเวช


ศูนย์รักษาเฉพาะทาง