โรคนิ่วในถุงน้ำดี

โรคนิ่วในถุงน้ำดี

นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) เกิดจากการตกผลึกของหินปูน หรือ คอเลสเตอรอลที่มีอยู่ในถุงน้ำดี ซึ่งอาจทำให้เกิดเป็นก้อนนิ่วเพียงก้อนเดียว หรือ ก้อนเล็กๆ หลายๆก้อนก็ได้ รวมทั้งคนที่มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง   , ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ,ทาลัสซีเมีย , โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก จะมีโอกาสเป็นนิ่วในถุงน้ำดีมากกว่าคนทั่วไป

อาการ  มี 2 ประเภท คือ

1. ไม่มีอาการแสดง   : นิ่วในถุงน้ำดี ส่วนใหญ่ จะไม่มีอาการผิดปกติแสดงให้เห็นแต่อย่างใด และในกลุ่มนี้จะมีโอกาสเกิดอาการขึ้นได้ ประมาณ 1-2 เปอร์เซนต์ต่อปี โดยมักจะตรวจพบโดยบังเอิญ จากการตรวจเช็คร่างกายด้วยโรคอื่น

2. มีอาการแสดง  : ท้องอืด แน่นท้อง ปวดเสียดท้อง ปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา    หรือลิ้นปี่  หรือ อาจร้าวไปสะบักขวา หรือ ที่หลัง มีอาการปวดท้องและอาจกดเจ็บบริเวณชายโครงขวามากขึ้น ร่วมกับมีไข้ และอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย มีอาการดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง

 

วิธีการรักษา

                ในปัจจุบันไม่นิยมการรักษาด้วยการรับประทานยา เนื่องจากต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต และยาที่ใช้รักษามีราคาแพง

                สำหรับนิ่วในถุงน้ำดีที่ไม่มีอาการ ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด เพราะอาจไม่มีอาการเลยตลอดชีวิต ยกเว้น ในคนไข้บางกลุ่ม ที่แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัด เช่น อายุน้อย (เพราะมีโอกาสเกิดอาการขึ้นมาได้ในอนาคต) โรคโลหิตจางบางชนิด เป็นต้น

                ส่วนนิ่วในถุงน้ำดีที่มีอาการ หรือ มีภาวะแทรกซ้อนแล้วควรได้รับการผ่าตัด การรักษานิ่วในถุงน้ำดีในกลุ่มดังกล่าว คือ การผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก ซึ่งวิธีมาตรฐานดั้งเดิมใช้วิธีการผ่าตัดอีกวิธีคือ การผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกโดยใช้กล้องส่องผ่านหน้าท้อง

ข้อดีของการรักษาด้วยการส่องกล้อง

                1.สามารถลดความเจ็บปวดจากแผลผ่าตัดหน้าท้องทั่วไปอย่างมาก

                2.ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหว และรับประทานอาหารได้ในวันแรกหลังการผ่าตัด

                3.ลดเวลาที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาล หลังผ่าตัดให้เหลือประมาณ 2-3 วัน เมื่อเทียบกับ  

                  การผ่าตัดหน้าท้องที่ต้องอยู่โรงพยาบาลประมาณ 6-7 วัน

                4.สามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ประมาณ 30-40 %

                5.ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงานได้เร็วกว่าการผ่าตัดทางหน้าท้องตามปกติ

 


ศูนย์รักษาเฉพาะทาง